จันทร์, 24 พฤศจิกายน 2014

การสงคราม

วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom)
โดย กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ

คำนำ

หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ โลกได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงของการจัดระเบียบครั้งใหญ่ โดยระเบียบโลกใหม่ ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก
ภายใต้แนวคิดของการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) การต่อต้านการก่อการร้ายจึงเป็นแกนกลาง ของนโยบายและการปฏิบัติ
ทั้งด้านการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ อิรักซึ่งสหรัฐฯอ้างว่ามีความเชื่อมโยงและให้การสนับสนุนการก่อการร้าย จึงเป็นประเทศหนึ่ง
ที่อยู่ในกระบวนการจัดระเบียบโลกใหม่ดังกล่าว การศึกษาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบของความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯและอิรัก
ตั้งแต่มูลเหตุการเกิดสงคราม สภาวะสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์ และแผนการปฏิบัติทำให้การวิเคราะห์สามารถดำเนินการจนได้บทเรียนที่สมเหตุสมผล การวิเคราะห์สงครามระหว่างสหรัฐและอิรักของกรมยุทธการทหารอากาศ โดยกองวิจัยและพัฒนาการรบฯในครั้งนี้ ได้พิจารณาจัดทำในลักษณะ วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยนำเอากระบวนการวางแผนการยุทธทางอากาศใน Air Campaign Planning Hand Book ที่เคยใช้วิเคราะห์สงครามการก่อการร้าย เป็นหลักในการดำเนินการ สำหรับบทเรียนของสงครามที่ได้จากการวิเคราะห์ในเอกสารนี้ เป็นการนำเสนอ แนวคิดในแง่มุมหนึ่ง ที่อาจยังไม่ครอบคลุมทุกบทบาทที่เกี่ยวข้อง ผู้อ่านจำเป็นต้องวิเคราะห์
ตามไปด้วย พร้อมทั้งสามารถเสนอแนวคิด ของท่านในแง่มุมที่แตกต่างออกไปได้ตลอดเวลา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้
จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และทำให้เกิดแนวคิด ในการพัฒนาการใช้กำลังทางอากาศ ของกองทัพอากาศให้เกิดประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้นไป

พลอากาศตรี พิธพร กลิ่นเฟื่อง
เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ

บทนำ

ตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจตะวันตก พยายามเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สหรัฐฯได้เข้าไปมีบทบาทด้านการทหารกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้มากขึ้น เช่นในปี ๒๕๒๒ ได้สนับสนุนประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำอิรัก เพื่อคานอำนาจโคไมนีของอิหร่าน จนเกิดสงครามระหว่างอิรักกับ อิหร่าน ในปี ๒๕๒๓ และเป็นผลทำให้อิรักมีศักยภาพทางทหารสูงขึ้น และมุ่งพัฒนากองทัพ
และเทคโนโลยีทางทหารอย่างต่อเนื่อง

 

ภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ปี ๒๕๓๓ อิรักได้ใช้กำลังทหารเข้ายึดคูเวต ทำให้สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร ต้องใช้กำลังทหารผลักดันทหารอิรักออกจากคูเวต
จนเกิดสงครามอ่าวครั้งที่ ๑ คือในปี ๒๕๓๔ ภายใต้ยุทธการพายุทะเลทราย (Desert Strom) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติและประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก หลังจากการพ่ายแพ้สงคราม ในปี ๒๕๓๔ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติใช้มาตรการคว่ำบาตร ทางเศรษฐกิจต่ออิรัก และให้อิรักทำลายอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงรวมทั้งขีปนาวุธระยะไกล ไม่แสวงหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จัดตั้งเขตปลอดทหาร และจัดคณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบอาวุธร้ายแรงของอิรักแต่ในห้วงเวลา ๑๒ ปี ที่ผ่านมา อิรักละเมิดมติสหประชาชาติมาโดยตลอด และสหรัฐฯยังเชื่อว่ามาตรการทางการทูตด้วยวิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanctions) เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ผลกับอิรัก หรือในกรณีการตรวจสอบอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงก็เช่นเดียวกัน อิรักจะใช้วิธีหลบหลีกประวิงเวลา แสดงอาการไม่ให้ความร่วมมือ และคณะผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไม่ถึงหลักฐานที่เป็นจริงของโครงการอาวุธของอิรัก ทำให้ อิรักยังมีขีดความสามารถในการพัฒนาระบบอาวุธร้ายแรง (Weapons of Mass Destruction: WMD)
ซึ่งได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ เคมีและชีวภาพ

มูลเหตุของสงคราม

               เมื่อ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ได้เกิดการก่อวินาศกรรมทำลายอาคาร World Trade Center และอาคาร Pentagon ที่ตั้งกห.สหรัฐฯทำให้สหรัฐฯประกาศทำสงครามกับประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเริ่มปฏิบัติการในอัฟกานิสถานเป็นประเทศแรก แม้จะประสบผลสำเร็จ ในการล้มล้างต่อระบอบตอลีบัน แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุม นายโอซามา บินลาเดน และทำลายเครือข่ายกลุ่มอัลกออิดะห์
ที่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้สหรัฐฯมุ่งประเด็นไปยังประเทศที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ อาทิ อิรัก อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย ซูดาน เกาหลีเหนือ และคิวบา

               หลังจาก ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ เป็นต้นมา สังคมโลกได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสังคมอเมริกา และโลก  ตะวันตก เมื่อลัทธิ บินลาเดน ซึ่งเปรียบเสมือนความคิดแห่งอนาธิปไตยใหม่ ต่อต้านสหรัฐ ฯ และแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ตามความคิดตะวันตก จึงนำเอารูปแบบการต่อสู้แบบดั้งเดิม คือการก่อการร้าย ที่มุ่งหวังจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยการพัฒนารูปแบบ
ของสงครามก่อการร้าย ที่มีองค์ประกอบของกลยุทธ์อยู่เหนือจินตนาการ และอาศัยจุดอ่อนสังคมเปิดของตะวันตก มาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนอเมริกาและพันธมิตร ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความหวาดผวาจากภัยก่อการร้าย สร้างความกังวลให้คนอเมริกา และประชาคมโลกให้อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงปลอดภัย จากการก่อการร้ายทั้งๆที่มิได้อยู่ในวงสัมพันธ์ของความเกลียดชังระหว่างชาวอเมริกัน ชาวตะวันตก และชาวยิว กับกลุ่มอาหรับมุสลิมอุดมการณ์รุนแรง จากความหวาดผวานี้นำความรู้สึกนึกคิดย้อนไปสู่กลุ่มประเทศที่สร้างอดีตอันขมขื่นให้กับสหรัฐฯโดยตรง ทั้งในปัจจุบันยังแสดงท่าทีต่อต้านสหรัฐ ฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนประธานาธิบดีบุช ประกาศชัดเจนว่าเป็นกลุ่มแกนนำแห่งความชั่วร้าย ได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ และประเทศเหล่านั้น อาจจะร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีอยู่มากมายหลายกลุ่ม โดยเน้นไปที่ประเทศอิรัก ในการเปิดฉากสงครามอ่าวครั้งที่ ๒ สหรัฐฯและอังกฤษ อ้างว่าพวกตนทำสงครามอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มติปี ๒๕๓๔ ที่สั่งให้ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซ็น ต้องปลดอาวุธ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังให้เหตุผลว่าอาวุธในครอบครองของประธานาธิบดี ซัดดัม เป็นภัยร้ายแรงมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯมีสิทธิชิงลงมือก่อนได้ อีกทั้งรัฐบาลกรุงวอชิงตันยังระบุว่าประธานาธิบดี ซัดดัม ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย อัลไกดา ซึ่งเท่ากับว่าอิรักเกี่ยวพันกับการโจมตีอาคาร
World Trade Center เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ด้วย อย่างไรก็ตามสมาชิกมนตรีความมั่นคงชาติอื่น ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายทั้งหลายของสหรัฐฯ พร้อมชี้แจงว่าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธกำลังปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยดี ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า อิรักมีความสัมพันธ์กับอัลไกดา ก็ยังไม่ชัดเจน นอกจากนั้นมติฉบับเก่าๆ ก็ไม่ได้ให้อำนาจในการดำเนินการทางทหาร หากมองไปที่อิรัก จะพบว่าคณะมนตรีความมั่นคงได้ออกมติ ๑๗ ฉบับ ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียเรียกร้องให้อิรักร่วมมือในการปลดอาวุธ แม้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงเห็นพ้องกันว่าแบกแดดท้าทายสหประชาชาติแต่หลายชาติไม่เชื่อว่าอิรักจะเป็นภัยคุกคามยิ่งใหญ่ สำหรับมติฉบับล่าสุด ๑๔๔๑ ที่ผ่านไปเมื่อเดือน พ.ย.๒๕๔๕ กำหนดให้อิรักร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบอาวุธ พร้อมระบุว่าอิรักจะเผชิญผลพวงที่ร้ายแรง หากคณะมนตรีความมั่นคงตัดสินใจว่ารายการอาวุธที่อิรักยื่นมาไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง รวมถึงกรณีที่ อิรักไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบ ในส่วนนี้สหรัฐฯประกาศว่า อิรักละเมิดเนื้อหาในมติ ๑๔๔๑ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงยังไม่ได้ลงความเห็นเช่นนั้น อีกทั้งมติยังไม่ได้ระบุว่าอิรักจะเผชิญผลลัพธ์ในรูปแบบใด แต่สหรัฐฯและอังกฤษกล่าวว่าในฐานะหนึ่งในสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง พวกเขามีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวลาต่อมา
 

 

 ลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้ง

๒๑ พ.ย. ๒๕๔๔
หลังเปิดศึกอัฟกานิสถานได้ไม่นาน ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้กล่าวว่า "อัฟกานิสถานเป็นแค่จุดเริ่มต้นของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เราจะไล่จัดการพวกชั่วร้ายไปทั่วโลกตลอดอีกหลายปี" และยังระบุว่า เกาหลีเหนือ อิหร่าน และอิรัก เป็น "อักษะแห่งความชั่วร้าย" ถ้าจำเป็น สหรัฐฯจะเปิดฉากโจมตีผู้ก่อการร้ายและรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนเหล่านั้นก่อนเพื่อปกป้องอเมริกา

 

 

๑๐ ต.ค ๒๕๔๕
สภาสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบให้ประธานาธิบดีบุช มีอำนาจสั่งการกองทัพถล่มอิรัก และต่อมาได้ผ่านร่างงบประมาณกลาโหม ๓๓๕,๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง ๓๗,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ

 

๘ พ.ย. ๒๕๔๕
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผ่านความเห็นชอบไม่เป็นเอกฉันท์ให้ออกมติ ๑๔๔๑ ปลดอาวุธอิรัก ให้คณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบอาวุธ ของสหประชาชาติ สามารถกลับเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ในอิรักได้เป็นครั้งแรกในรอบ ๔ ปี หลังจากนั้นประมาณ ๒ สัปดาห์ รัฐบาล อิรักได้ส่งรายงานด้านอาวุธ ซึ่งมีความหนาถึง ๑๒,๐๐๐ หน้า

๒๐ ธ.ค ๒๕๔๕
รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า เอกสารที่อิรักส่งมอบให้สหประชาชาติเพื่อยืนยันถึงการยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงนั้น เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ ซึ่งถือเป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติที่อาจเป็นเงื่อนไขทำให้สหรัฐฯเปิดฉากบุกโจมตีอิรักได้ พลเอก คอลิน เพาว์เวลล์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าเอกสารของอิรัก ที่ส่งให้สหประชาชาติตรวจสอบนั้นเป็นการนำเอาข้อมูลเก่ามาเขียนใหม่ซึ่งถือเป็นการขัดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่๑๔๔๑ อย่างชัดเจน แต่กระนั้นสหรัฐฯก็จะไม่ดำเนินการใดๆต่ออิรักในขณะนี้ พร้อมกับยืนยันว่า สหรัฐฯจะยังคงเปิดโอกาสให้คณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบอาวุธ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในอิรัก ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการตรวจค้นและหาเบาะแสต่างๆ เกี่ยวกับโครงการลับทางทหารของอิรัก

๒๗ ม.ค. ๒๕๔๖
คณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบอาวุธ ซึ่งมีนาย ฮันส์ บลิกซ์ เป็นหัวหน้าแถลงผลการตรวจรายงานอาวุธของอิรักสรุปว่า อิรักต้องให้ความร่วมมือมากขึ้นเพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน วันรุ่งขึ้นเมื่อประธานาธิบดีบุชได้กล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปีที่เรียกว่า State of the Union ประกาศว่า สหรัฐ ฯ พร้อมแล้วที่จะใช้กำลังปลดอาวุธอิรัก

๕ ก.พ. ๒๕๔๖
รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ฯ แถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคง ถึงสิ่งที่เขาระบุว่าเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่า อิรักกำลังซุกซ่อนอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง และมีความสัมพันธ์ กับเครือข่ายก่อการร้ายอัลไกดา

๑๔ ก.พ. ๒๕๔๖
คณะมนตรีความมั่นคง จัดประชุมครั้งสำคัญเพื่อรับฟังรายงานความคืบหน้าล่าสุด จากคณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบอาวุธ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง เรียกร้อง ให้มีการตรวจสอบอาวุธในอิรักต่อไป

๒๕ ก.พ. ๒๕๔๖
ประธานาธิบดีบุช กล่าวว่า อิรักยอมปลดอาวุธโดยไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ พร้อมทั้งจะผลักดันมติที่ ๒ เพื่อให้อำนาจในการใช้กำลังทหารต่ออิรัก ขณะนั้นในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย มีทหารสหรัฐ ฯ จำนวน ๒๒๕,๐๐๐ คน

๑๗ มี.ค. ๒๕๔๖
สหรัฐฯและอังกฤษประกาศตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยจะไม่ขอมติเพื่อใช้กำลังปลดอาวุธอิรักจากสหประชาชาติตามร่าง ฉบับที่ ๒ เพราะได้พิจารณาแล้วว่ามติของคณะมนตรีความมั่นคงที่ ๑๔๔๑ เพียงอย่างเดียว ก็สามารถนำไปเป็นข้ออ้างที่ใช้ในการบุกอิรักได้แล้วประธานาธิบดีบุช จึงยื่นคำขาดระบุให้ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน พร้อมด้วยบุตรชายและคณะต้องออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง
มิฉะนั้นกองทัพสหรัฐฯและพันธมิตรจะบุกเข้าอิรัก เพื่อทำสงครามปลดปล่อยประเทศอิรักให้เป็นอิสระ จากกำลังอำนาจของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ส่วนประธานาบดี ซัดดัม ได้ตอบโต้ทันทีว่าจะไม่ยอมจำนน

๒๐ มี.ค. ๒๕๔๖
ประธานาธิบดีบุช ประกาศสงครามกับอิรักตามแผนยุทธการ "Operation Iraqi Freedom" โดยก่อนหน้าที่จะประกาศสงคราม ๔๕ นาที สหรัฐฯได้ยิงขีปนาวุธ Tomahawk ประมาณ ๔๐ ลูก จากเรือรบในอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงพร้อมด้วย บ. F-117A โจมตีทางอากาศต่อที่พักของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ในพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงแบกแดด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เสียชีวิต

สรุปสถานการณ์การสู้รบในอิรัก

ห้วงระยะเวลา ๒๐ มี.ค – ๒ เม.ย ๒๕๔๖

หลังจากประธานาธิบดีบุช ผู้นำสหรัฐ ฯ ได้ออกแถลงการณ์พร้อมกับยื่นคำขาดให้ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัก ครอบครัวและแกนนำคนสำคัญอื่นๆ เดินทางออกนอกประเทศภายในเวลา ๔๘ ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม เมื่อ ๑๘ มี.ค.๒๕๔๖ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง การโจมตีอิรักตามแผนยุทธการ "Operation Iraqi Freedom" ซึ่งเน้นการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงรุนแรงเพื่อสังหารผู้นำอิรัก พร้อมกับทำลายระบบ C3I ที่ตั้งทางทหารและที่ทำการของรัฐบาล โดยให้มีผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานน้อยที่สุด ได้เริ่มขึ้นเมื่อ ๒๐ มี.ค.๒๕๔๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. ก่อนถึงเวลาประกาศสงคราม ๔๕ นาที สหรัฐฯ ได้ยิงขีปนาวุธจาก บ.F-117A ต่อที่พักของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ในพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงแบกแดด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แม้ว่าภายหลังจะปรากฏภาพการออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ซึ่งอาจเป็นเทปบันทึกภาพ
การโจมตีของสหรัฐฯ ในห้วงเวลาต่อมาเป็นการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงและต่อเนื่องต่อเป้าหมายหลายแห่งในพื้นที่ของอิรักด้วยขีปนาวุธ Tomahawk และ บ.F-117A, B-1, B-2, B-52 เมืองสำคัญที่เป็นเป้าหมายได้แก่ Mosul, Kirkuk และ Tikrit ด้านใต้ สหรัฐฯ ใช้กำลังทางบกบุกจากคูเวตเข้าตีเมืองUmm Qasr, Basrah และ Nasiriya แต่ถูก กกล. Republican Guard ของอิรักต้านอย่างรุนแรง สำหรับกกล.ส่วนหน้าสามารถคืบหน้าไปถึงเมือง Karbala ห่างจากกรุงแบกแดดประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ด้านตะวันตก สหรัฐฯและพันธมิตรบุกจากชายแดนอิรักยึดสนามบิน H2 และ H3 ซึ่งห่างจากกรุงแบกแดด ๒๒๕ และ ๒๙๐ กม. ตามลำดับ และล่าสุด กองทัพสหรัฐฯได้ยึดเมืองมาร์มาราทางตะวันตกของกรุงแบกแดดไว้เรียบร้อยแล้ว และได้เคลื่อนกำลังมาตั้งมั่นห่างจากกรุงแบกแดดเพียง ๔๘ กม. เท่านั้น
        อุปสรรคต่อการปฏิบัติการของสหรัฐ ฯ ที่สำคัญ ได้แก่ สภาพอากาศที่เลวร้ายจากพายุทะเลทราย การใช้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจร และการตั้งรับในเมืองของอิรัก อีกทั้งอาจมีการรบกวนสัญญาณดาวเทียมทางทหารของสหรัฐฯ(Jammer) ทำให้การใช้อาวุธนำวิธีผิดพลาดเป้าหมาย และตกใส่ย่านชุมชน ในกรุงแบกแดด มีประชาชนเสียชีวิต

 

ห้วงระยะเวลา ๓ - ๙ เม.ย. ๒๕๔๖

แผนการสู้รบใหม่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดย พล.อ.ทอมมี่ แฟรงค์ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งสามารถสั่งทหารบุกเข้ากรุงแบกแดดได้โดยไม่ต้องปรึกษา ประธานาธิบดีบุช หรือ นายโดนัลด์ รัมเฟลด์ รมว.กห.สหรัฐฯ ในวันที่ ๓ เม.ย. ๒๕๔๖ กำลังส่วนหน้าของ พล.ร.๓ สามารถเข้าเขตแนวป้องกันวงในของกรุงแบกแดด (Red Zone) โดยห่างจากชานกรุงแบกแดดประมาณ ๓๐ กม. ฝ่ายอิรักยังคงใช้การปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ของทหาร โดยสถานีโทรทัศน์ ของอิรักเผยแพร่ภาพประธานาธิบดี ซัดดัม เป็นประธานการประชุมครม. และผู้นำเหล่าทัพเพื่อแก้ข่าวลือที่ระบุว่าประธานาธิบดี ซัดดัม ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้ว ต่อมาสหรัฐฯ ได้เข้ายึดสนามบินนานาชาติซัดดัมหรือสนามบินแบกแดด ซึ่งอยู่ห่างจาก กรุงแบกแดดเพียง ๑๖ กม.ได้อย่างเบ็ดเสร็จในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๖ และเปลี่ยนชื่อเป็นสนามบินนานาชาติแบกแดด ในช่วงเวลาต่อมาสหรัฐฯได้ใช้กำลังทางอากาศและภาคพื้นดินโจมตีเป้าหมายสำคัญในกรุงแบกแดดอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ทำเนียบประธานาธิบดี และกระทรวงสารสนเทศ ทำให้อิรักประสบการสูญเสียมากขึ้น
          หลังการโจมตีอิรักเป็นเวลาประมาณ ๓ สัปดาห์ ทหารสหรัฐฯ สามารถรุกเข้าถึงกรุงแบกแดดในทุกพื้นที่ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำไทกริส โดยเฉพาะบริเวณ Saddam City ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดดซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรหนาแน่น ที่สุด และในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๖ นาย Mohammed Aldouri เอกอัครราชทูตอิรัก ประจำ สหประชาชาติ ยอมรับว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่สามารถติดต่อกับรัฐบาลอิรัก ที่กรุง แบกแดดได้ ประกอบกับการที่เอกอัครราชทูตอิรักในหลายประเทศ มีความสับสนเกี่ยวกับ สถานภาพของรัฐบาลอิรัก จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน หมดอำนาจลงแล้ว

 

ลำดับการวิเคราะห์สงคราม

ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม

ประเทศสหรัฐอเมริกา

การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและภูมิรัฐศาสตร์
สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศมหาอำนาจในค่ายโลกเสรี ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ มาจากการเลือกตั้งทุก ๔ ปี โดยมี นาย จอร์จ ดับเบิลยู บุช สังกัดพรรครีพับบลิกกัน เป็นผู้นำในปัจจุบัน (๒๕๔๔ - ๒๕๔๗) ระบบรัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาหรือสภา และสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง สมาชิกวุฒิสภาจะได้รับเลือกดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี โดยสรุปแล้วระบบการเมือง จะเป็นระบบถ่วงดุลย์กันระหว่าง ๓ องค์กรใหญ่ คือ องค์กรแรกเป็นฝ่ายบริหารได้แก่ ประธานาธิบดี รัฐมนตรีและ ข้าราชการ องค์กรที่สอง คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา องค์กรที่สาม คือ ศาลสูงสุด ในกรณีการเกิดเหตุวิกฤตหรือประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม จะเห็นได้ว่าสามองค์กรมีความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้เพื่อศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ของประเทศ สำหรับนโยบายการใช้กำลังทางทหารจะกระทำนอกประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาดุลย์อำนาจและดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ นอกจากนี้ยังมีนโยบายผลักดันให้มีระบบการค้าเสรี ส่งเสริมระบบการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลังจากนาย จอร์จ ดับเบิลยู บุช เข้ารับตำแหน่ง ได้ส่งเสริมมาตรการในโครงการระบบป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติ NMD (National Missile Defense) ซึ่งทำให้ประเทศที่มีขีปนาวุธ อยู่ในครอบครองไม่เห็นด้วย เช่น รัสเซีย จีน และกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ จึงทำให้เกิดกระแสการต่อต้าน นอกจากนั้นกลุ่มประเทศมุสลิมก็ยังคงผลักดัน ให้สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรประเทศอิรัก ซึ่งเป็นผู้แพ้สงครามอ่าวเปอร์เซีย

ผู้นำของสหรัฐอเมริกา
ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นมาบริหารประเทศตั้งแต่ ม.ค. ๒๕๔๔ เป็นประธานาธิบดีคนที่ ๔๓ เป็นผู้นำที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงมีกลุ่มยอมรับในตัวผู้นำคนนี้น้อยไปด้วย การนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม จึงน่าจะเป็นการทดสอบความเป็นผู้นำของประธานาธิบดี บุช เพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมอเมริกันมากขึ้น

รองประธานาธิบดี ดิกเซนี เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้สนับสนุนให้ใช้นโยบายที่มีความเด็ดขาดกับข้าศึก สมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จบุช ผู้เป็นพ่อ ได้เสนอแนวความคิดในการทำสงครามกับอิรักครั้งแรก และได้ชัยชนะอย่างงดงาม มีความเชี่ยวชาญเรื่องสงครามจิตวิทยา

พลเอก คอลิน เพาว์เวลล์ อดีตเป็นประธานเสนาธิการทหารร่วมสมัย ประธานาธิบดีจอร์จบุช ผู้เป็นพ่อ และสมัยประธานาธบดีคลินตัน เป็นอเมริกันผิวดำ เชื้อสาย จาไมก้า มีชื่อเสียงมากสมัยเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงในยุคประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน สนับสนุนการใช้นโยบายด้านการทูตมากกว่าการทหาร

นายโดนัลด์ รัมเฟลด์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นเพื่อนของอดีตประธานาธิบดี จอร์จบุช เคยเป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยประธานาธิบดี เจอรัล ฟอร์ด เมื่ออายุเพียง ๓๙ ปี มีความคิดในเรื่องการพัฒนาอาวุธร้ายแรงของสหรัฐฯ สนับสนุนเรื่อง National Missile Defense

The Rumsfeld Doctrine
- Lighting - fast attacks deep into enemy territory with fewer but better-equipped troops
- Emphasis on precision-guided bombs and missiles to disrupt Command and induce surrenders while limiting civilian Casualties
- Increased use of special operation and covert actions to pinpoint key military targets and soften resistance in advance of troops
- Reliance on drones, spy satellites, and surveillance aircraft to survey enemy territory


กำลังรบของสหรัฐ ฯ และชาติพันธมิตร
สหรัฐ ฯ มีกำลังรบในบริเวณอ่าวเปอร์เชีย จำนวนมากว่า ๒๑๕,๐๐๐ คน ประกอบด้วย กำลังทหารบก ๗๑,๐๐๐ คน ทหารเรือ ๖๐,๐๐๐ คน ทหารอากาศ ๒๓,๐๐๐ คน และนาวิกโยธิน ๖๑,๘๘๔ คน มี บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบทั้งหมด ประมาณ ๑,๐๓๒ เครื่อง ส่วนอังกฤษ มีกำลังพลประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน มี บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ประมาณ ๕๐ เครื่อง กองกำลังทหารกองหนุน และ กองกำลังป้องกันชาติทั้งหมดที่ถูกระดมเข้าปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวนมากกว่า ๑๗๐,๐๐๐ คน



การวางกำลัง

กองบัญชาการกลางสหรัฐ ฯ (Central Command)
พลอากาศเอก ทอมมี่ แฟรงค์ส ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐ ฯ เป็นผู้รับผิดชอบบัญชาการในการทำสงครามกับอิรักในครั้งนี้ มีศูนย์บัญชาการอยู่ใกล้กับ ฐานทัพอากาศอัลอูเดวิดในกาตาร์ ศูนย์บัญชาการกลางเคลื่อนที่แห่งนี้มีบุคลากรประจำการเพียงประมาณ ๒,๐๐๐ คน โดยส่วนใหญ่เป็นนายทหารสื่อสารของสหรัฐ ฯ และอังกฤษ

กำลังทางบกฝ่ายสหรัฐ ฯ และอังกฤษ
กำลังทางบกของสหรัฐ ฯ ในพื้นที่ประกอบด้วยกำลังต่างๆ ถึง ๓,๗๐๐ หน่วย กำลังพลประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน รถถัง M1 Abrams ประมาณ ๖๕๐ คัน และ M2 Bradleys ประมาณ ๔๐๐ คัน กำลังทางอากาศมี ฮ. AH-64 Apache ประมาณ ๑๔๔ เครื่อง ส่วนใหญ่วางกำลังในประเทศซาอุดิอาระเบีย และคูเวต

กำลังทางอากาศฝ่ายสหรัฐ ฯ และอังกฤษ
กองทัพอากาศสหรัฐ ฯ มีกำลังพลในบริเวณอ่าวเปอร์เชียประมาณ ๒๓,๐๐๐ คน มี บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ประมาณ ๕๑๘ เครื่อง ส่วนอังกฤษมีกำลังพลประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน มี บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ประมาณ ๕๐ เครื่อง โดยวางกำลังอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

ฐานทัพอากาศ Incirlik AB.Turkey
หลังจากสงครามอ่าวเปอร์เชีย สหรัฐ ฯ ได้วางกำลังพล ๔,๐๐๐ คน มี บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ๘๐๐ เครื่อง จาก 39th Air and Space Expeditionary Wing ประกอบด้วย F-15C, F-16CD/CJ, KC-135, E-3A, EA-6B, C/MC-130 และ HH60G ปฏิบัติภารกิจ Northern Watch ทางตอนเหนือของประเทศอิรักและอังกฤษ วางกำลัง บ. Jaguar และ บ. VC10C1K จากฝูงบินที่ ๖, ๑๔ และ ๕๔ จำนวน ๑๕ เครื่อง

ฐานทัพอากาศ Prince Sultan AB. Saudi Arabia
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ๑๐๐ เครื่อง จาก 363 rd Air Expeditionary Wing ประกอบด้วย F-15C, F-16CD/CJ, E-3A, E-8, JSTARS, RC-135 และ U-2 และ อังกฤษ วางกำลัง บ. Tornado F3 จากฝูงบินที่ ๑๑, ๒๕, ๔๓ และ ๑๑๑ จำนวน ๒๐ เครื่อง

ฐานทัพอากาศในเกาะ Diego Garcia
สหรัฐฯ วางกำลัง บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ จำนวน ๒๒ เครื่อง จาก 40th Air and Space Expeditionary Wing ประกอบด้วย B-2, B-52 และ KC-135

ฐานทัพอากาศ Air Al Salem AB, Kuwait
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ. EC-130 และ HC-130P จำนวน ๒๐ เครื่อง และ อังกฤษ ได้วางกำลัง บ. Tornado GR4 จากฝูงบินที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๓๑ และ ๖๑๗ จำนวน ๒๐ เครื่อง

ฐานทัพอากาศ Al Jaber AB, Kuwait
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ ๗๐ เครื่อง จาก 332 nd Air Expeditionary Group ประกอบด้วย F-15C/E, F-16, A-10, C-130C และ E-3AWACS

ฐานทัพอากาศ Masirah AB, Oman
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบ จำนวน ๒๕ เครื่อง จาก 335th Air Expeditionary Group ประกอบด้วย AC-130U, MC-130E, KC-135R และ C-130

ฐานทัพอากาศ AL Udeid AB, Qatar
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.รบ และ บ.สนับสนุนการรบจำนวน ๓๐ เครื่อง จาก 379th Air Expeditionary Wing ประกอบด้วย F-117, F-15, F-16, KC-10, KC-135R และ E-8 JSTARS

ฐานทัพอากาศ AL Dhafra AB, UAE
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.สนับสนุนการรบ จำนวน ๑๑ เครื่อง จาก 380th Air Expeditionary Wing ประกอบด้วย U-2, KC-10 และ RQ-4

ฐานทัพอากาศ Fairford, RAF
สหรัฐ ฯ วางกำลัง บ.โจมตีทางยุทธศาสตร์ B-52 จำนวน ๑๔ เครื่อง จาก 457th Air Expeditionary Group

 

กำลังทางเรือฝ่ายสหรัฐ ฯ และอังกฤษ

สหรัฐ ฯ วางกองเรือบรรทุกเครื่องบิน จำนวน ๕ กองเรือ ไว้ที่ทะเลอาหรับและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่

๑. เรือบรรทุกเครื่องบิน คอนสเตลเลชั่น (CV 64 Constellation) กำลังพล ๒,๕๐๐ คน บ.รบ ๗๐ เครื่อง (Carrier Air Wing 2) ประกอบด้วย บ. F-14D, F/A-18/18C, E-2C, EA-6B และ SH-60F

๒. เรือบรรทุกเครื่องบิน ฮารี่ ทรูเมน (CVN 75 Harry Truman) กำลังพล ๒,๕๐๐ คน บ.รบ ๗๐ เครื่อง (Carrier Air Wing 3) ประกอบด้วย บ. F-14B, F/A-18/18C, E-2C, EA-6B และ SH-60F

๓. เรือบรรทุกเครื่องบิน อับราฮัม ลินคอร์น (CVN 72 Abraham Lincoln) กำลังพล ๒,๕๐๐ คน บ.รบ ๗๐ เครื่อง (Carrier Air Wing 14) ประกอบด้วย บ. F-14D, F/A-18/C/E/F, E-2C, EA-6B และ SH-60F

๔. เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN 71 Theodore Roosevelt กำลังพล ๒,๕๐๐ คน บ.รบ ๗๐ เครื่อง (Carrier Air Wing 8) ประกอบด้วย บ. F-14D, F/A-18/A/C, E-2C, EA-6B และ SH-60F

๕. เรือบรรทุกเครื่องบิน คิตตี้ ฮอร์ค (Kitty Hawk) กำลังพล ๒,๕๐๐ คน บ.รบ ๗๐ เครื่อง (Carrier Air Wing 3) ประกอบด้วย
บ. F-14B, F/A-18, E-2C, EA-6B และ SH-60F

สำหรับการจัดกองเรือบรรทุกเครื่องบินยังประกอบไปด้วย เรือลาดตระเวน ๑ ลำ เรือโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถี ๓ ลำ เรือพิฆาต ๓ ลำ เรือสนับสนุน ๒ ลำ และเรือดำน้ำ ๑ ลำ นอกจากนี้สหรัฐ ฯ ยังมีเรือยกพลขึ้นบก ๒ ลำ ได้แก่ เรือ Nassau และ Belleau Wood ซึ่งสามารถบรรทุกกำลังพลขึ้นบกได้ประมาณ ๑,๙๐๐ คน ส่วนอังกฤษ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Ark Royal และเรือบรรทุก ฮ. HMS Ocean เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย

เทคโนโลยี

ในสงครามหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมามักมีการนำระบบอาวุธชนิดใหม่ ๆ มาทดลองใช้ในสมรภูมิจริง เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถภาพและหาข้อบกพร่อง เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การปฏิบัติการในจุดที่กระแสเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงดูเหมือนว่าจะมีระบบอาวุธและเทคโนโลยีใหม่จำนวนมากกำลังรอการพิสูจน์ศักยภาพในสนามรบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงครามสหรัฐ ฯ โจมตีอิรักในครั้งนี้มีการนำอาวุธแบบใหม่จริง ๆ มาใช้น้อยมาก ระบบอาวุธที่ใช้ส่วนใหญ่ได้เคยมีการใช้งานมานานแล้ว เพียงแต่ในครั้งนี้ได้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะ ในเรื่องความแม่นยำ ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนและมีบทบาทสูงมากในปัจจุบัน ได้แก่ Smart Bomb ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยใช้คลื่นวิทยุเป็นตัวนำวิถี ต่อมาอีก ๒๕ ปี จึงเปลี่ยนมาใช้เลเซอร์เป็นตัวนำวิถี ซึ่งทำให้มีความแม่นยำในการโจมตีเป้าหมายมากขึ้น ในช่วงทศวรรษ ๑๙๘๐ ระบบจับภาพในเวลากลางคืนได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับ Smart Bomb ก็ยิ่งทำให้มีความแม่นยำ และมีขอบเขตในการปฏิบัติการกว้างขวางขึ้น ต่อมาในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ระบบดาวเทียมระบุตำแหน่ง (GPS) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการนำวิถี ทำให้ Smart Bomb ยิ่งมีความฉลาดมากขึ้น โดยเพียงแต่ป้อนพิกัด GPS ของเป้าหมายเข้าไปยังหน่วย ความจำของ Smart Bomb เครื่องรับสัญญาณ GPS ซึ่งรับสัญญาณจากดาวเทียมระบุตำแหน่งตลอดเวลา ก็จะเทียบตำแหน่งและทิศทางของเป้าหมาย นำพาระเบิดเข้าโจมตีเป้าหมายในระดับความแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีอาวุธชนิดใดทำได้มาก่อน จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีระบบนำวิถีด้วย GPS ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีราคาถูกลง จนสามารถพัฒนาติดเข้ากับจรวดและระเบิดหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นจรวดแบบครุยส์ Tomahawk ระเบิด JDAM หรือจรวดนำวิถี JSOW โดยสหรัฐ ฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะติดระบบนำวิถีด้วย GPS ให้กับ Dump Bomb ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป ระเบิดที่ใช้ในการโจมตีจะเป็น Smart Bomb ทั้งหมด

ประเทศสาธารณรัฐอิรัก

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และภูมิรัฐศาสตร์

อิรักเป็นดินแดนเก่าแก่ และมีความเจริญรุ่งเรืองในด้านอารยธรรมแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพเป็นประเทศสาธารณรัฐแห่งใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้นำสูงสุด ในแบบเผด็จการ ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ อิรักมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย พืชพันธุ์ธัญญาหาร เนื่องจากมีแม่น้ำใหญ่สองสายไหลผ่าน คือ ไทกริส และ ยูเฟรติส เป็นแม่น้ำที่มีความยาวมาก ไหลมาจากประเทศตุรกีทางเหนือของอิรัก และบรรจบกันเกิดแม่น้ำสายใหม่ คือ แม่น้ำซัตต์-อัล-อาหรับ แล้วไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย ทางทิศตะวันออกจรดอิหร่าน ทิศใต้จรดซาอุดิอาระเบียและคูเวต ทิศตะวันตกจดจอร์แดนและซีเรีย ประเทศอิรักแบ่งออกเป็น ๓ ภาค คือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ ๔๓๗,๐๗๒ ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ ๒๔ ล้านคน (สำรวจเมื่อ ก.ค.๒๕๔๕) ประกอบด้วยชนชาติ ๒ กลุ่มใหญ่ คือ ชาวอาหรับ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ทั้งนิกายซุนนี่และชีอะฮ์ ประมาณ ๗๕ % ชาวเคิร์ด ประมาณ ๒๐ % และ ชนชาติอื่นๆ อีก ๕ % กรุงแบกแดดเป็นเมืองหลวงมีประชากรอยู่ประมาณ ๕ ล้านคน และเป็นที่มั่นของมุสลิมนิกายซุนนี่ โดยคนกลุ่มนี้จะเป็นชนชั้นปกครองมาตั้งแต่สมัยออตโตมัน เป็นพวกที่มีการศึกษาและคุ้นเคยกับการมีอำนาจอยู่ในมือ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีจำนวนน้อยกว่าชาวมุสลิมนิกายซีอะฮ์ถึง ๑ ใน ๓ ก็ตาม
           
ในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ผู้นำอิรักในสมัยนั้น ตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวซีอะฮ์ในอิรักและอิหร่าน ได้ออกกฎระเบียบเคร่งครัดมาบังคับใช้กับ ชาวซีอะฮ์ในอิรักทำให้ชาวซีอะฮ์ลุกฮือขึ้นต่อต้าน เมื่อสงครามอ่าวเปอร์เซียสิ้นสุดลงแต่ก็ถูกกำราบลงอีก ในอนาคตเมื่อ อิรักเป็นอิสระจากอำนาจเผด็จการ ของซัดดัมแล้ว ชาวซีอะฮ์อาจจะดำเนินรอยตามชาวเคิร์ด โดยพยายามให้มีการปกครองระบบสหพันธรัฐซึ่งจะทำให้พวกเขามีอำนาจปกครองตนเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะระบบให้ปกครองตนเองเป็นแนวคิดใหม่ในอิรัก ซึ่งปกครองด้วยระบบอัตตาธิปไตยมาตลอด
             
ทางด้านเศรษฐกิจ หลังจากที่สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อ ๒๕๓๔ ส่งผลให้อิรัก ถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ และไม่สามารถขายน้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือได้อย่างอิสระ ทำให้ประชาชนชาวอิรักประสบกับภาวะขาดแคลนทั้งเงิน เครื่องอุปโภคและการสาธารณสุขที่ดี

ผู้นำของอิรัก

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เกิดที่เมืองกีตริท อยู่ห่างจากกรุงแบกแดด ทางตะวันตกเฉียงเหนือราว ๑๐๐ ไมล์ ครอบครัวเป็นชาวนา เคยเข้ารับราชการศึกษาด้านกฎหมายที่ไคโรประเทศอียิปต์ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคบาธ ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมอาหรับ และเรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น ในช่วงที่เป็นรองประธานาธิบดี ได้เริ่มตั้งองค์กรตำรวจลับขึ้นมาเพื่อกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล องค์กรตำรวจลับจึงเป็นเสมือนฐานอำนาจของซัดดัม ทำให้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอิรัก ต่อมาในปี ๒๕๒๒ ก็ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดี ขึ้นปกครองประเทศแบบเผด็จการ

  

 


ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน

ในทัศนะของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึงอำนาจ อีกทั้งอาวุธนี้ยังหมายถึงฐานะความเป็นผู้นำของโลกอาหรับ ดังนั้น การครอบครองอาวุธดังกล่าว จึงเป็นการส่งเสริมฐานะทางการเมือง ของอิรักในเวทีระหว่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึง เกียตริยศและอิทธิพลนั่นเอง

นายทาริก อาซิซ รองประธานาธิบดีอิรัก เกิดที่เมืองเทลล์ เคฟ ในครอบครัว คาทอริก เดิมชื่อ เมเดล ยูฮันนา เรียนจบเอกภาษาอังกฤษจากวิทยาลัยศิลปศาสตร์ แบกแดด หลังเรียนจบทำงานเป็นครูและเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้สื่อข่าว จนก้าวขึ้นมาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัลทาว์รา ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคบาธ เมื่อพรรคบาธ ขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองในปี ๒๕๑๑ อาซิซได้รับตำแหน่งทางการเมือง และทันทีที่ซัดดัมนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ๒๕๒๒ อาซิซได้รับเลือกเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในปี ๒๕๒๖ อาซิซได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี ๒๕๓๓ อาซิซเป็นคนเดียวที่เดินสายชี้แจงต่อชาวโลกถึงความชอบธรรมของชาว อิรักในการบุกคูเวต

นายยีค็อบรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ผู้มีความช่ำชองและเชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก สังเกตได้จาก การดำเนินการ ทางการทูตของเขา ตลอดหกเดือนที่สหประชาชาติมีมติให้ปลดอาวุธอิรักเป็นต้นมา ซึ่งในเรื่องนี้นับว่าเขาประสบผลสำเร็จอย่ายิ่ง เพราะอย่างน้อยเขาได้ทำให้เพื่อนบ้านที่เคยเป็นศัตรูกับอิรักมาก่อนไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน
คูเวต หรือซาอุดิอาระเบีย ไม่เห็นด้วยที่จะมีการโจมตีอิรักโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร

กำลังรบของอิรัก

      ภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียยุติลงในปี ๒๕๓๔ กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอิรักได้ลดขนาดและจำนวนลงอย่างมาก ในช่วงสงคราม อ่าวเปอร์เซีย อิรักมีกำลังทหารประมาณ ๙ แสนคน ยานเกราะ ๑๓,๐๐๐ คัน ในจำนวนนี้เป็นรถถังประมาณ ๕,๐๐๐ คัน ส่วนกองทัพอากาศมีเครื่องบินรบประมาณ ๗๐๐ เครื่อง จากความสูญเสียระหว่างสงคราม
และในสถานภาพปัจจุบันหลังจากตกอยู่ภายใต้ มาตรการลงโทษและควบคุมของสหประชาชาติเป็นเวลากว่า ๑๑ ปี ปัจจุบันคาดว่ากองทัพอิรักมีกำลังพลประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ คน เหลือยานเกราะอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐ คัน เป็นรถถังประมาณ ๒,๐๐๐ คัน และเหลือเครื่องบินรบประมาณ ๓๐๐ เครื่อง โดยมีกำลังพลสำรอง ที่สามารถเรียกเข้าประจำการ ในภาวะฉุกเฉินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน
ตัวเลขกำลังรบของอิรักดังกล่าวข้างต้นยังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนักแต่เมื่อหันไปดูในแง่ของประสิทธิภาพ อิรักไม่สามารถนำเข้าอะไหล่ชิ้นส่วนอาวุธและอุปกรณ์ รวมทั้งกระสุนชนิดต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย ถึงแม้จะพยายามลักลอบนำเข้า แต่ปริมาณ ก็คงไม่เท่ากับในภาวะปกติ ดังนั้นยุทโธปกรณ์ต่างๆ จึงมีประสิทธิภาพต่ำและไม่สามารถไว้วางใจได้ กำลังพลไม่ได้รับการฝึกขาดการฝึกซ้อมใช้อาวุธอย่างเพียงพอทำให้ศักยภาพในการปฏิบัติการสู้รบอยู่ในระดับต่ำ
       
ในส่วนของกำลังทหารอาจแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ กำลังทหารธรรมดากับกองกำลังปกป้องสาธารณรัฐ (Republican Guard) กำลังทหารธรรมดามีประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ คน แต่ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซ็น ไม่ไว้วางใจกำลังเหล่านี้ โดยมีกฎระเบียบห้ามผู้ที่มีเชื้อสายเคิร์ด หรือนับถือนิกายชีอะห์ขึ้นเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา สำหรับกำลังปกป้องสาธารณรัฐ
ถือเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึก การสนับสนุนและติดอาวุธที่ดีที่สุดใน กองทัพมีกำลังประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน แบ่งเป็น ๖ กองพล เป็นหน่วยยานเกราะ ๓ กองพล ซึ่งมีรถถัง T-72 ของโซเวียตที่สามารถปฏิบัติการได้ในเวลากลางคืน และในสภาพ ทัศนวิสัยปิด จำนวนที่เหลืออยู่ประมาณ ๖๐๐ คัน กองกำลังอีกส่วนหนึ่งที่ประธานาธิบดีซัดดัม ก่อตั้งขึ้นมาปกป้องตัวเองและเครือญาติ
ตลอดจนใช้คุ้มกันทำเนียบประธานาธิบดี ได้แก่กองกำลังพิเศษเพื่อปกป้องสาธารณรัฐ (Special Republican Guard-SRG) ซึ่งกำลังพลส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครจากพื้นที่ที่ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อ ประธานนาธิบดีซัดดัม

เทคโนโลยี

 

ในปัจจุบันถือว่าอิรักมีกำลังรบน้อยกว่าที่เคยใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก จำนวนมาก เนื่องจากการแทรกแซงของสหประชาชาติ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะอากาศยานและระบบอาวุธยังคงใช้เทคโนโลยีเก่าเหมือนที่เคยใช้ในอดีต การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของอิรักที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นไปที่ขีปนาวุธพิสัยใกล้ (SRBM) ตามที่สหประชาชาติอนุญาตเป็นหลัก โดยอาศัยเทคโนโลยีของอาวุธปล่อยScud ของอดีตสหภาพโซเวียต ขีปนาวุธเหล่านี้จะมีพิสัยไม่เกิน ๑๕๐ กม. ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความรู้ความชำนาญ และโครงสร้างพื้นฐานที่ จำเป็นในการผลิตระบบอาวุธปล่อยที่มีพิสัยไกลขึ้น เช่น ขีปนาวุธพิสัยใกล้ Al-Samoud และ Ababil-100 เป็นต้น
        การที่อิรักได้พัฒนาขีดความสามารถของขีปนาวุธให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกหลายประเทศเกิดความวิตกกังวล ทั้งนี้เพราะขีปนาวุธของอิรักรุ่นที่ปรับปรุงแล้ว โดยติดตั้งหัวรับที่บรรจุสารเคมี ชีวภาพ อาจสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ไกลถึง รัสเซีย และประเทศต่าง ๆ ในเอเซียกลาง

 

ขั้นตอนที่ ๒ วิเคราะห์วัตถุประสงค์การทำสงคราม

ด้านการเมือง

วัตถุประสงค์ทางการเมืองของสหรัฐฯในสงครามครั้งนี้ มีความแตกต่างจากสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี ๒๕๓๔ เพราะในครั้งนั้นวัตถุประสงค์หลักที่ชัดเจน เจตนาของฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ก็คือ การผลักดันให้กองทัพอิรักถอนตัวออกจากการยึดครองคูเวต แต่ในครั้งนี้ เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่า วัตถุประสงค์สำคัญของสหรัฐก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิรัก(Regime Change) โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนตัวผู้นำคือประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน โดยตรง ซึ่งสงครามในปี ๒๕๓๔ การยินยอมที่จะถอนกำลังของอิรักออกจาก คูเวต และการยอมสงบศึกนั้น ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิรักแต่อย่างใด เพราะที่สำคัญก็คือตัวประธานาธิบดี ซัดดัม และพรรคบาธ (Ba’ath party) ไม่ได้ถูกทำลายเพื่อให้หมดอำนาจลง เพราะโดยปกติแล้วระบอบการปกครองที่แพ้สงครามมักจะไม่สามารถอยู่ในเวทีการเมืองได้ ภายใต้เงื่อนไข ของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิรัก หนทางปฎิบัติของสหรัฐฯ จึงเน้นในเรื่องของมาตรการทางทหารมากกว่าการใช้มาตรการทางการทูต ผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังเชื่อว่าความผิดพลาดของรัฐบาลอเมริกาในชุดที่ผ่านมา คือการไม่ดำเนินการกับระบบการปกครองของอิรัก อย่างเข้มงวด และผลจากการดำเนินการที่ไม่ถึงที่สุดเช่นนี้เป็นส่วน หนี่งที่นำไปสู่เหตุการณ์โจมตีสหรัฐ ฯ เมื่อ ๑๑ ก.ย.๒๕๔๔ อีกด้วย

ด้านเศรษฐกิจ

กระทรวงการค้าสหรัฐ ฯ ประกาศตัวเลขดุลการค้าของปีที่แล้วว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากถึง ๔๓๕,๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๔๔ ถึง ๒๑.๕ เปอร์เซ็นต์ และคาดการณ์ว่าในปีนี้สหรัฐฯ อาจขาดดุลสูงถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ สหรัฐฯ เคยได้รับผลประโยชน์มหาศาล จากผลพวงสงครามอ่าวเปอร์เชียครั้งก่อนมาแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ถีบตัวสูงขึ้นเป็นเวลา ๑๐ ปีติดต่อกันและเป็นครั้งแรกที่หุ้นอุตสาหกรรม ๓๐ ประเภทที่กำลังใกล้ตายขึ้นทะลุกว่า ๓,๐๐๐ จุด หลังจากสงครามในโคโซโวในปี พ.ศ.๒๕๔๒ หุ้นของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี ๒๕๔๓ หุ้นสหรัฐฯ ขึ้นทะลุ ๑๐,๐๐๐ จุด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยืนยันได้ว่า สหรัฐฯ ใช้สงครามสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง โดยใช้สงครามเพื่อดันเศรษฐกิจ สหรัฐฯให้พ้นสภาวะถดถอยหลังฟองสบู่แตกและต้องการให้เกิดปรากฏการณ์ตัว V ทางเศรษฐกิจขึ้น

สหรัฐฯ ได้ประกาศวัตถุประสงค์ในการโจมตีอิรักดังนี้
(นายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รมว.กห.สหรัฐฯ เมื่อ ๒๑ มี.ค ๒๕๔๖)

1. ยุติการปกครองซึ่งนำโดย ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน
2. ทำลายล้างอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง
3. ค้นหาและตรวจจับตัวผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาซ่อนตัวในอิรัก
4. รวบรวมข่าวเพื่อค้นพบเครือข่ายการลักลอบการค้าอาวุธที่ทำลายล้างสูงในโลก และเครือข่ายการก่อการร้ายในอิรักและประเทศอื่นๆ
5. ยุตินโยบายการแทรกแซงและเริ่มนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมทั้งด้านอุปโภค บริโภคและยาให้แก่ประชาชนอิรัก
6. รักษาความปลอดภัยบ่อน้ำมันและทัพยากรของชาวอิรัก เพื่อให้ชาว อิรักได้นำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และฟื้นฟูประเทศหลังจากล้มล้างรัฐบาลประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน
7. ช่วยให้ชาวอิรักมีรัฐบาลที่ไม่เป็นภัยกับประชากรเพื่อนบ้านและไม่สนับสนุนการก่อการร้าย

ด้านการทหาร

ในขณะที่โลกประสบกับการเปลี่ยนผ่านของการเมืองระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ถึง ๒ ครั้ง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน คือ การยุติสงครามเย็น และการเกิดสงครามก่อการร้ายใหม่ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ อำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ ในเวทีโลกมีมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสหรัฐฯ มีสถานะเป็น "อภิมหาอำนาจเดี่ยว" อย่างแท้จริง จนมีคำเปรียบเปรยว่า ฐานะของสหรัฐฯก็คือเป็น "จักรวรรดิ"ด้วยฐานะแห่งความเป็นจักรวรรดิของสหรัฐฯ เช่นนี้ การขยายอำนาจในการครอบครองพื้นที่สำคัญในส่วนต่างๆ ของโลกจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็ไม่แตกต่างจากจักรวรรดิโรมันหรือจักรวรรดิอังกฤษ ดังจะเห็นได้ว่าความสำเร็จในสงคราอัฟกานิสถาน มีนัยอย่างสำคัญ ต่อการเป็นผู้ควบคุมภูมิภาคเอเชียกลาง และยังรวมไปถึงการที่สหรัฐฯเข้าตั้งฐานทัพในประเทศแถบนั้นด้ว เพราะหากเป็นในยุคสงครามเย็น ที่สหภาพโซเวียตยังมีความเข้มแข็งทางทหารแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐฯจะก้าวย่างไปสู่ภูมิภาคนั้นโดยปราศจากสงครามกับกองทัพโซเวียต ความสำเร็จในการวางตนเองเป็นมหาอำนาจในเอเชียกลางของสหรัฐฯ ยังมีผลต่อการควบคุมแหล่งทรัพยากรในภูมิภาคนี้ ซึ่งได้แก่น้ำมันอีกด้วย

ด้านพลังงาน

อิรักมีบ่อน้ำมัน ๗๓ บ่อ แต่ ๒ ใน ๓ ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เพราะสงคราม การคว่ำบาตรและอุปกรณ์เก่าชำรุดเสียหาย ถ้าสหรัฐ ฯ โค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซ็น และ ควบคุมอิรักไว้ได้ บ่อน้ำมันเหล่านี้จะกลับมาผลิตน้ำมันได้อีกครั้งถึงวันละ ๓.๕ ล้านบาร์เรล และอาจผลิตได้ถึงวันละ ๗ ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับที่ซาอุดิอาระเบียผลิตได้ในปัจจุบัน ความจริงอิรักเป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันมากที่สุดในโลก คาดว่าน่าจะมีน้ำมันให้ขุดกันได้มากถึง ๑.๑ - ๓ ล้านบาร์เรล มากพอที่จะขุดไปได้นานถึงร้อยปีทีเดียว สหรัฐ ฯ นำเข้าน้ำมันวันละ ๑๙ ล้านบาร์เรลหรือตกปีละ ๖.๙ พันล้านบาร์เรล คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกผลิตได้ แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงปัจจุบันสหรัฐฯนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยมากแต่นี้ก็เป็นสิ่งสะท้อนว่าสหรัฐ ฯ ยังมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ไม่มากพอ สหรัฐ ฯ จึงพยายามเข้ามามีอิทธิพลให้มากขึ้น น้ำมันที่ขุดขึ้นมาแล้ว ไม่มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องขายออกไป แต่ที่มีค่าคือ น้ำมันที่ยังอยู่ใต้ดิน เพราะมันคือทรัพยากรที่สำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาในอนาคต ดังนั้นถ้าสหรัฐฯ โจมตีอิรักได้สำเร็จ สหรัฐฯ ก็จะสามารถควบคุมแหล่งน้ำมันที่นั่นไว้ได้

 

 

ขั้นตอนที่ ๓ การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์

ประเทศสหรัฐอเมริกา

สหรัฐ ฯ ทำสงครามภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ โดยขยายแนวคิดในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายว่า สหรัฐฯมีสิทธิที่จะ "โจมตีตัดหน้า" (Preemptive Strike) ซึ่งหมายถึงการที่สหรัฐ ฯ มีสิทธิที่จะโจมตีต่อเป้าหมายที่สหรัฐ ฯ เห็นว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ ก่อนที่กลุ่มหรือชาตินั้นจะทำการโจมตีสหรัฐ ฯ ผลของประกาศใน เรื่องสิทธิในการโจมตีตัดหน้า ย่อมทำให้สหรัฐ ฯ
มีสิทธิทางการทหารมากกว่าที่รัฐอื่นๆ พึงมีพึงได้ตามบทบัญญัติในกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะในความจริงรัฐมีสิทธิที่จะทำการโจมตีตอบโต้ได้ก็ต่อเมื่อถูกโจมตีแล้ว อันเป็นหลักของการ “ช่วยเหลือตนเอง” ในกฎหมายระหว่างประเทศ ผลอีกประการก็คือ หากสหรัฐฯ ถือเอาเรื่องนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองแล้ว ก็เท่ากับว่าปฏิบัติการทางทหารของรัฐอภิมหาอำนาจมีลักษณะ “ไร้พรมแดน” แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เท่ากับการบอกว่าอธิปไตยของรัฐอื่นไม่ใช่ข้อจำกัด ต่อปฏิบัติการ ทางทหารของรัฐมหาอำนาจ ซึ่งหากกล่าวในอีกด้านหนึ่งก็คือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเคารพต่ออธิปไตยของรัฐเป้าหมายในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สหรัฐ ฯ ใช้เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมทำลายตึก World Trade Center และอาคาร Pentagon ที่ตั้งกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ฯ เมื่อ ๑๑ ก.ย.๒๕๔๔ กระตุ้นให้ คนทั่วโลก รวมทั้งชาวอเมริกันตระหนักถึงภัยคุกคามใหม่ที่เรียกว่าการก่อการร้ายเพื่อ สร้างความชอบธรรมในการทำสงครามกับอิรัก (Just War)
สหรัฐ ฯ กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคง โดยมีแนวคิดหลักที่คาดหวังว่า มนุษยชาติจะอยู่รวมกันอย่างสันติภาพ บนพื้นฐานประชาธิปไตย ทั้งการปกครอง และระบบการค้าเสรี ตลอดจนความอยู่รอดปลอดภัย จากภัยคุกคามการก่อการร้าย และการรุกรานโดยตรงต่อสหรัฐ ฯ ไว้ดังนี้
- เสริมสร้างและดำรงความเป็นมนุษยชาติอย่างสมบูรณ์
- เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรและมิตรประเทศในการเอาชนะการก่อการร้ายข้ามชาติ ตลอดจนร่วมมือป้องกันการโจมตีจากการก่อการร้าย
- ร่วมมือกับมิตรประเทศในการขจัดความขัดแย้งพิพาทด้วยกำลังทหารในแต่ละภูมิภาค
- ป้องปรามและป้องกันอันตรายจากอาวุธร้ายแรงโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกาพันธมิตรและมิตรประเทศ
- สร้างประกายให้เกิดความเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบตลาดเปิดและการค้าเสรี
- สร้างและส่งเสริมระบบการปกครองประชาธิปไตย
- พัฒนาความร่วมมือกับแกนกลางอำนาจโลกอื่นๆ
- เสริมสร้างปรับปรุงสถาบันการป้องกันประเทศทุกมิติให้สามารถตอบโต้ กับภัยคุกคามในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างเฉียบขาด
 
ประเทศสาธารณรัฐอิรัก

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน มีความเชื่อว่าถ้าสามารถสังหารทหาร สหรัฐ ฯ ได้ในระดับหนึ่ง พลังประชาชนอเมริกันจะกดดันนักการเมืองและรัฐบาลสหรัฐ ฯ ให้ถอนกำลังออกไป อิรักจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นไปในเชิงการเมือง โดยพยายามหลีกเลี่ยงการสู้รบแบบเผชิญหน้า และดำเนินการในด้านที่สามารถส่งผลกระทบต่อประชามติของชาวอเมริกา อิรักพยายามเรียกร้องให้ประชากรมุสลิมทั่วโลกเข้าสู่สงครามตามหลักการแห่งศาสนาอิสลาม และในการทำสงครามจะไม่แยกกำลังทหารออกจากพลเรือน เพื่อให้สงครามครั้งนี้เป็น
สงครามประชาชน
         อิรักได้รับบทเรียนจากสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อ ๑๒ ปีก่อน ที่เปิดศึกทำสงครามตามแบบกลางทะเลทราย ทำให้ง่ายต่อการถูกทำลาย ด้วยกำลังทางอากาศ ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งอาวุธเชิงรุกและเชิงรับ ตลอดจนมีการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงของสหรัฐ ฯ ในสงครามครั้งนี้ อิรักจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยสร้างแนวป้องกันตั้งรับในเขตที่อยู่อาศัยของพลเรือน ซึ่งจะทำให้ยุทธวิธีการโจมตีทางอากาศของสหรัฐ ฯ ไม่อาจใช้ได้ดังที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันอิรักพยายามสร้างความสูญเสียให้กับทหารสหรัฐฯมากที่สุด ด้วยการดึงเข้ามาสู้รบภายในเมือง (Uban Warfare) ซึ่งสามารถลดความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐ ฯ ลงได้มาก ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน มิได้มีภาพผู้นำในเชิงอุดมการณ์มากนัก เมื่อเทียบกับผู้นำโลกอิสลามยุคใหม่ เช่น อุสามะห์ บิน ลาเดน แห่งอัลกออิดะห์ หรือ อายาตุลเลาะห์ โคไมนี อดีตผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ขับไล่ระบอบชาห์ หุ่นเชิดของสหรัฐ ฯ พ้นไปจากแผ่นดินอิหร่าน ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปปั้นขนาดใหญ่ของ ซัดดัม ที่ถูกโค่นทำลายลงโดยทหารพันธมิตรสะท้อนให้เห็นถึงผู้นำประเทศมุสลิมที่ มิได้เข้าถึงจิตวิญญาณของความเป็นมุสลิม ความเป็นชาติมุสลิม ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถืออิสลามเท่านั้นที่เป็นปัจจัยให้มุสลิมทั่วโลกรวมตัวกัน ทำสงครามศักสิทธิ์ (จิฮาด) เพื่อคนอิรัก

 

 

ขั้นตอนที่ ๔ การวิเคราะห์แผนการปฏิบัติและเป้าหมาย

ยุทธการเสรีภาพของอิรัก (Operation Iraqi Freedom) เป็นสงครามขนาดใหญ่ ที่มีกำลังพลมากกว่า ๒๕๐,๐๐๐ คน ตั้งแต่เริ่มสงคราม และเดิมที่จะรุกเป็นหลายแกนรายล้อมอิรักแต่สถานการณ์การเมืองมีการผลิกผันจนสหรัฐฯ ไม่สามารถจะปฏิบัติการตามแนวความคิดเดิมได้ เมื่อกลุ่มประเทศอาหรับไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียยืนยันมิให้ใช้ฐานทัพอากาศที่ปริ๊นซ์สุลต่าน (Prince Sultan) ตลอดจนตุรกีได้ปฏิเสธไม่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในตุรกีโจมตีอิรักจากทางปีกด้านเหนือ แต่อนุญาตเพียงให้ใช้น่านฟ้าเพื่อโจมตีอิรักซึ่งสหรัฐฯ และพันธมิตรมีความต้องการมากเพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 วางกำลัง ๑๔ เครื่อง ไว้ที่ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ด (Fair Ford) ในโกสเตอร์เชียร์ (Glousetershire) ทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ซึ่งจะเป็นพลังทางอากาศที่สำคัญสำหรับทำลายศูนย์อำนาจรัฐ ทั้งบุคคลและสถานที่ทำการของอิรัก
      ด้วยขีดจำกัดในการวางกำลังภาคพื้นและทางอากาศในปีกด้านเหนือ ทำให้แนวออกตี (Line of Departure) กระทำได้เพียงจากปีกด้านใต้ ผ่านเขตปลอดทหารอิรัก-คูเวต เท่านั้น อย่างไรก็ดีกำลังทางอากาศยังสามารถมุ่งโจมตีได้จากเกือบทุกทิศทาง ตามคุณลักษณะสำคัญ ของกองกำลังทางอากาศ อยู่แล้ว โดยมีกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ทั้งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ๒ กองเรือ และ ๓ กองเรือในอ่าวเปอร์เซีย ตลอดจนฐานทัพอากาศในอังกฤษ สเปน (Moron Airbase) โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐ ฯ และอังกฤษมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศสนับสนุนต่อ ระยะบินและเพิ่มเวลาทำการรบได้

 

 การเคลื่อนย้ายกองกำลังของสหรัฐ ฯ และพันธมิตร

ยุทธการเสรีภาพแห่งอิรัก (Operation Iraqi Freedom)

แผนการรบของยุทธการนี้ มีระยะเวลาประมาณ ๓๐ วัน ซึ่งสมมติฐานนี้น่าจะเป็นจริงได้ เพราะเมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๔๖ที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีบุชได้ยืนยัน ข้อเสนอของบประมาณการทำสงคราม ซึ่งจะหมดในเดือน พ.ค.๒๕๔๖ จากรัฐสภาเพิ่มอีก ๘๕,๐๐๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ดังนั้นตามหลักการทำแผนสงครามทางอากาศจะต้องเชื่อมกับแผนการรบร่วมอากาศพื้นดิน (Air Land Battle Doctrine) ในห้วงเวลา ๓๐ วัน สามารถแบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน โดยมีช่วงแต่ละขั้นตอนประมาณ ๗-๘ วัน และคาบเกี่ยวกันเพื่อความอ่อนตัวตามสถานการณ์การรบ ดังนี้
๑. การโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิดและขีปนาวุธ Cruise
     ๑.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ประมาณ ๘ วัน โดยใน ๓ วันแรก (๒๐–๒๒ มี.ค.๒๕๔๖) เป็นยุทธการ “เด็ดหัว” ณ เป้าหมายตามที่ข่าวกรองแจ้งว่ามีการประชุมของประธานาธิบดีซัดดัม คณะรัฐบาลและสภากองทัพ จึงโจมตีทันทีหวังจะพิฆาตประธานาธิบดีซัดดัม แต่ล้มเหลว จากนั้นก็เริ่มโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น ศูนย์บัญชาการแห่ง อำนาจรัฐ ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดีหลายแห่งกระทรวง ทบวง กรม ที่ทำการพรรคบาธ โรงผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอาวุธเคมี-ชีวภาพ ฐานยิงขีปนาวุธ หน่วยกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ (Republican Guard) กองบัญชาการต่อสู้อากาศยานแท่นยิงจรวด ฐานทัพอากาศ และสถานีเรดาร์ในเมืองสำคัญๆ เช่น กรุงแบกแดด โมซูล และ
เคอร์คุก 
 

 

 

 

ภาพถ่ายทางอากาศของเป้าหมายที่สำคัญ

 

      ๑.๓ ขั้นตอนที่ ๓ โจมตีเป้าหมายทางทหารที่ยังหลงเหลืออยู่และเป็นหน่วยกำลังทหารที่เผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐ ฯ และอังกฤษ โดยเฉพาะบริเวณสมรภูมิขั้นแตกหักรอบกรุงแบกแดด ตลอดจนที่ตั้งกำลังสำรองพรรคบาธ และหน่วยกำลังที่เป็นภัยคุกคาม เช่น กองกำลังทหารรับจ้างและกองโจรจากนอกประเทศ

     ๑.๔ ขั้นตอนที่ ๔ โจมตีทางอากาศเมื่อเกิดภัยคุกคามต่อกองกำลังสหรัฐ ฯและพันธมิตรที่เข้าสถาปนารัฐ ณ กรุงแบกแดด ตามที่ได้รับการร้องขอแบบทันทีทันใด ตลอดจนเป้าหมายที่หลบซ่อนของผู้นำประเทศ หากหนีออกจากกรุงแบกแดดไปหลบซ่อนในพื้นที่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

๒. การปฏิบัติการของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ (Special Forces) ได้แก่ Delta Force, Rangers, Green Baret, Seal, SAS, Mar Force Reccon Usafsf และ CIA

     ๒.๑ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนวันที่ ๒๐ มีนาคม แล้วแทรกซึมรอบทิศสู่อิรักในลักษณะต่างๆ เช่น การกระโดดร่มลงที่ตำบลและพื้นที่สถาปนาเขตปลอดภัย หรือ เข้าพื้นที่ปฏิบัติการด้วย เฮลิคอปเตอร์ และรถติดปืน โดยคาดหวังว่าจะสถาปนาฐานปฏิบัติการลาดตะเวนระยะไกล จัดตั้งสถานีโทรคมนาคมถ่ายทอดต่อระยะ (Relay Station) กำหนดตำบลแมวมองตามเส้นทางการรุกของขบวนยานยนต์ กำหนดตำบลชี้เป้า ทำลายเส้นใยแก้วสื่อสาร ทำสงครามจิตวิทยาและล่าสังหาร

     ๒.๒ เตรียมกำลังสนับสนุน และคุ้มกันกองกำลัง CIA ที่ถูกฝึกให้ทำการรบแบบกองโจรในเมือง (Urban Guerrilla Warfare) ต่อต้านหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองโจรฝ่ายอิรัก

๓. การปฏิบัติการกองกำลังทางบกหลักประกอบด้วย กองพลยานยนต์ที่ ๓ และกองพลนาวิกโยธินที่ ๑ เป็นสองแกนรุก (Two Prong Princess) ขนาบตะวันตก-ตะวันออก โดยมีกองพลทหารที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทันสมัยที่สุดเป็นกำลังสำรอง

     ๓.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ตีผ่านเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่น นาชิริยาห์ และคาร์บาลา ก่อนมุ่งสู่กรุงแบกแดด

     ๓.๒ ขั้นตอนที่ ๒ สถาปนาอำนาจรัฐ


 

ตัวอย่างใบปลิวในการปฏิบัติการจิตวิทยา

 

 

• ความแม่นยำทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรในการทำสงครามน้อยลง
   ในการทำสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี ๒๕๓๔ สหรัฐ ฯ ใช้ระเบิดในการโจมตีอิรักส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ เป็นแบบ Conventional Bomb ทำให้ต้องใช้ บ.จำนวนมากต่อการโจมตี ๑ เป้าหมาย เพื่อทดแทนกับความแม่นยำของระบบอาวุธในช่วงนั้น แต่จากการปฏิบัติการในยุทธการ Operation Iraqi Freedom ครั้งนี้สหรัฐ ฯ ได้มีการพัฒนากำลังทางอากาศให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น ด้วยระบบอาวุธที่มีความแม่นยำสูง และมีขอบเขตการโจมตีกว้างขวางขึ้น เช่นการใช้ระเบิด JDAM ที่นำวิถีเข้าสู่เป้าหมายด้วยสัญญาณ GPS ทำให้ บ. ๑ เครื่อง สามารถเข้าโจมตีได้หลายเป้าหมายซึ่งแสดงให้เห็นว่าความแม่นยำในการใช้อาวุธ ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรในการทำสงครามน้อยลง

• การประมาณสถานภาพกำลังรบฝ่ายตรงข้ามได้ถูกต้อง ทำให้สามารถเตรียมกำลังได้อย่างเหมาะสม
   สหรัฐ ฯ ได้ประเมินข้อมูลตัวเลขด้านการทหารของอิรักว่า มีกำลังทั้งที่เป็น Republican Guard เฟดายีนหรือทหารกึ่งพลเรือน ทหาร อาชีพ และอาสาสมัครชาวบ้านรวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๖๐๐,๐๐๐ - ๗๐๐,๐๐๐ คน สำหรับอาวุธชี้ว่า มีรถถังกว่า ๒๐๐ คัน เฮลิคอปเตอร์ และจรวด Scud รวมถึงอาวุธชีวะเคมี และอาวุธอื่นๆอีกจำนวนมาก ตลอดจนคาดว่า เมื่อเคลื่อนกำลังเข้าใกล้กรุงแบบแดดจะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้สหรัฐฯ ต้องจัดเตรียมทรัพยากรที่ใช้ในการทำสงครามอย่างมหาศาล โดยก่อนวันเริ่มต้นการบุกอิรัก สหรัฐ ฯ มีกำลังมากกว่า ๒๑๕,๐๐๐ คน บ.รบ และ บ.สนับสนุน ประมาณ ๑,๐๓๒ เครื่อง และอาวุธในมิติอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งถ้าหากมีการประมาณสถานภาพกำลังรบของอิรักได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว อาจสามารถลดจำนวนกำลังรบลงได้อย่างมาก ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าวน่าจะเป็นบทเรียนที่ ทอ. ซึ่งมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดควรให้ความสนใจ

• การปฏิบัติการพิเศษมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของการโจมตีทางอากาศ
   ก่อนที่สหรัฐฯจะบุกอิรัก กำลังรบพิเศษสหรัฐฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของ สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ได้ปฏิบัติการแทรกซึมอยู่ในอิรัก เป็นเวลานานหลายเดือน เพื่อหาข้อมูลด้านการทหารให้กับกองกำลังสหรัฐฯ และกำหนดเป้าหมายที่สำคัญในลักษณะPinpoint ทำให้กำลังทางอากาศเข้าโจมตีเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ส่งผลให้เป้าหมายที่สหรัฐฯ ต้องการสงวนไว้ เช่น บ่อน้ำมันทางภาคใต้ของอิรักไม่ถูกทำลายไปด้วย ซึ่งยุทธวิธีดังกล่าว เป็นยุทธวิธีเดียวกับ ที่ใช้ในการรบที่อัฟกานิสถาน

• ขีดความสามารถในการโจมตีจากระยะไกล เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ยุทธวิธี Shock and Awe
   ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น สหรัฐ ฯ ได้ประกาศยุทธวิธีที่จะใช้ในสงครามครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิบัติการทำลายขวัญและกำลังใจที่เรียกว่า Shock and Awe โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตื่นตะลึงและความหวาดกลัวให้ฝ่ายตรงข้ามจนต้องยอมจำนนในที่สุดขีดความสามารถของกำลังรบที่จำเป็นต้องใช้ในยุทธวิธีนี้ ได้แก่ การโจมตีเป้าหมายจากระยะไกล เช่น การใช้ Cruies Missiles เป็นต้น ซึ่งขีดความสามารถดังกล่าวอาจจำกัดอยู่เฉพาะประเทศมหาอำนาจเท่านั้น สำหรับ ทอ.หากพิจารณานำยุทธวิธี Shock and Awe มาประยุกต์ใช้ในการรบ ควรพัฒนาอากาศยานและระบบอาวุธให้สามารถใช้งานในแบบ Stand-off เพื่อให้เกิดขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลได้ในระดับหนึ่ง

• การบังคับบัญชาสั่งการเป็น Centers of gravity ที่แท้จริง
   จากการคาดหมายว่าแผนการรบในเมืองของอิรัก จะเป็นยุทธวิธีที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสหรัฐ ฯ ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยแม้แต่ผู้นำทางทหารของสหรัฐ ฯ ก็ออกมาเตือนให้เตรียมใจถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เมื่อสงครามขยับเข้าใกล้กรุงแบกแดด แต่จากสถานการณ์การรบที่เกิดขึ้น กำลังหลักสำคัญของอิรักได้แก่ หน่วยพิทักษ์สาธารณรัฐพิเศษ และองค์กรรักษาความมั่นคงปลอดภัยพิเศษ ไม่สามารถดำเนินการรบในเมืองตามยุทธวิธีที่กำหนดไว้ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายสำคัญที่เน้นเฉพาะตัวประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน และคณะผู้นำระดับสำคัญอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การควบคุมบังคับบัญชาขาดประสิทธิภาพ จึงสรุปได้ว่าการบังคับบัญชาสั่งการนั้น มีค่าควรแก่การโจมตีในทุกๆสถานการณ์ที่สามารถกระทำได้ ซึ่งในบางครั้งอาจไม่เห็นผลชัดเจนทันทีในขณะนั้น เนื่องจากหน่วยรองยังสามารถปฏิบัติการ ได้ต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยศักยภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่เมื่อการบังคับบัญชาสั่งการถูกทำลาย หรือถูกโดดเดี่ยวอย่างต่อเนื่องก็จะนำไปสู่การพ่ายแพ้ ของหน่วยที่ขึ้นกับระบบสั่งการนั้นในที่สุด

• การสูญเสียการครองอากาศโดยสิ้นเชิงนำมาสู่ความพ่ายแพ้
   กำลังทางอากาศที่สหรัฐ ฯ นำเข้าไปใช้ปฏิบัติการนั้น มีกำลังที่เหนือกว่ามากในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนของ บ.ที่ใช้ในการปฏิบัติการ สมรรถนะและรัศมี ปฏิบัติการที่ไกล อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและแม่นยำ รวมทั้งการส่งกำลังบำรุง ข่าวกรองที่สมบูรณ์ การบัญชาการสั่งการที่ทันสมัย อีกทั้งฝ่ายอิรักไม่ได้นำกำลังทางอากาศออกมาใช้ทำให้ บ.ของสหรัฐฯ สามารถครองอากาศ ได้ตั้งแต่เริ่มการโจมตี ฝ่ายสหรัฐ ฯ สามารถบินอยู่เหนือข่ายงานระดับปฏิบัติการ เช่น สิ่งสนับสนุน การสื่อสารคมนาคม และการเคลื่อนย้ายกำลังได้อย่างตามใจชอบ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อิรักจะประสบชัยชนะในสงคราม

• กำลังทางอากาศช่วยลดความสูญเสียจากการทำสงคราม
   เนื่องจากกำลังทางอากาศสามารถไปถึงพื้นที่ที่มีความขัดแย้งได้รวดเร็ว และประหยัดกว่ากำลังทางบกและทางเรือ การใช้กำลังทางอากาศโดยทั่วไปจะใช้กำลังพล ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้อยกว่าการใช้กำลังอื่นๆ ทำให้ลดโอกาสความสูญเสียของกำลังพลลง ซึ่งส่งผลในทางบวกกับนโยบายการเมืองในประเทศ จากสถิติการสูญเสียของสหรัฐ ฯ ในสงครามครั้งนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในจำนวนทหารอเมริกันที่เสียชีวิต ๑๐๕ คน และบาดเจ็บ ๔๐๓ คน กำลังภาคพื้นดินมีอัตราการสูญเสียสูงกว่ากำลังทางอากาศอย่างมาก

• ความผิดพลาดในการยิงฝ่ายเดียวกัน (Friendly Fire)
   แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะประกอบไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีสูงใช้อุปกรณ์บอกพิกัดด้วยดาวเทียมที่มีความแม่นยำ แต่ก็ยังเกิดความผิดพลาดในการยิงฝ่ายเดียวกันอยู่หลายเหตุการณ์ สาเหตุน่าจะมาจากการที่กองทัพสหรัฐ ฯ และพันธมิตร ได้กระจายกำลังออกเป็นหน่วยย่อยจำนวนมาก ทำให้กองกำลังทางอากาศไม่สามารถระบุฝ่ายได้อย่างชัดเจน ตลอดจนเกิดอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยต่างๆ เนื่องจากสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นและพายุทะเลทราย

Friendly Fire

• บทเรียนด้านการป้องกันทางอากาศ
   ภัยทางอากาศในสงครามปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่แค่อาวุธที่มาจากอากาศยานเท่านั้น แต่รวมถึงขีปนาวุธและอาวุธปล่อยระยะไกล
   (Stand off) อาวุธต่อสู้อากาศยานจึงควรเป็นชนิดที่มีความแม่นยำสูงยิงได้รวดเร็วและมีระยะยิงไกล เพื่อสามารถทำลาย อากาศยาน 
   ก่อนที่จะถึงจุดปลดอาวุธ

• การสถาปนาสนามบินหน้าเพื่อการส่งกำลังบำรุงเป็นสิ่งจำเป็น
   เมื่อกองกำลังสหรัฐฯและพันธมิตรเคลื่อนเข้าประชิดกรุงแบกแดดได้กำหนด ให้สนามบินนานาชาติซัดดัม ซึ่งอยู่ห่างกรุงแบกแดด
   ๑๖ ก.ม. เป็นเป้าหมายสำคัญ และต้องทำการยึดครองเพื่อใช้เป็นสนามบินหน้า (Forward Air Base) และสำหรับเป็นฐานการส่งกำลัง
   บำรุงในการเข้ายึดกรุงแบกแดดซึ่งในวันที่ ๗ เม.ย.๒๕๔๖ บ.ลำเลียง C-130S จำนวน ๒ เครื่อง และ C-17 จำนวน ๑ เครื่อง สามารถ
   ลงจอดที่สนามบินดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่าย สหรัฐ ฯ สามารถยึดครองสนามบินได้อย่างเด็ดขาด

กองกำลังสหรัฐ ฯ และพันธมิตรเข้ายึดสนามบินนานาชาติซัดดัม

•  การส่งกำลังบำรุงและงานธุรการมีผลกระทบต่อกำลังภาคพื้นอย่างมาก
   การสนับสนุนกำลังภาคพื้นขนาดใหญ่นั้น เป็นปัญหาทางธุรการที่ยากมาก ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการกระจายข้อมูลข่าวสาร,
   เชื้อเพลิง, อาหาร และอาวุธกระสุน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสนับสนุนทุกชนิดต้องถูกรวบรวมไว้ยังคลังใหญ่ และส่งต่อไปยัง
   คลังย่อย จากนั้นจึงกระจายออกไปจนถึงมือผู้ใช้ สถานที่ใช้ในการรวบรวมสิ่งสนับสนุนแต่ละแห่งนับว่าเป็นจุดอ่อนอย่างมาก 
   หากถูกโจมตีด้วยอาวุธที่มีความแม่นยำสูง

วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom)
โดย กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ
 
เอกสารอ้างอิง

๑. การยุทธทางอากาศ, น.อ.อนุศักดิ์ พลาวะสุ (แปลและเรียบเรียงจาก The Air Campaign Planning for Combat ของ Col.John A. Warden III)

๒. จักรวรรดิอเมริกากับสงครามที่ปฏิเสธสงคราม, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๕๖๕)

๓. ชนวนสงครามสหรัฐ ฯ – สหประชาชาติ – อิรัก, ดร.สุรชาติ บำรุงสุข (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๑๘๕)

๔. รายงานสถานการณ์ สหรัฐ ฯ และพันธมิตร โจมตีอิรัก, ขว.ทอ.

๕. วิเคราะห์สงครามก่อการร้าย, กวร.ยก.ทอ.

๖. ศึกยึดกรุงแบกแดด, พล.อ.ต.วัชระ ฤทธาคนี (สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ ๔๖)

๗. สงครามยึดครองตะวันออกกลาง, ยุค ศรีอาริยะ (สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ ๔๗)

๘. CIA -The World Fact Book 2002 – Iraq

๙. Digital War (Business ฉบับ ๗ เม.ย.๒๕๔๖)

๑๐. Operation Iraqi Freedom – By The Number (Assessment and Analysis Division – USCENTAF)

๑๑. War in Iraq – Day Guide (News.bbc.co.uk)

 

สงครามอนาคต
FUTURE WAR
Assessment of Aerospace Campaigns in 2010
ผู้แต่ง Jeffery R. Barnett แปลโดย นาวาอากาศเอก หม่อมหลวง สุปรีชา กมลาศน์
 
  
 เรื่องย่อ 
 บทนำ

 บทที่ 1 เหนือกว่าแนวความคิด
- ข้อมูลข่าวสาร (Informations)
- สงครามคู่ขนาน Parallel War
- ปฏิวัติในกิจการทหาร (Revolutions in Military Affairs: RMA)
- Simulation
 บทที่ 2 คู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม (Peer Competitor)
- สถานการณ์ที่น่าจะเป็นของสงครามอนาคต
- สภาวะแวดล้อม (Environment)
- การยุทธต่อต้านสเตลท์
- การควบคุมและใช้ประโยชน์จากอวกาศ
- การสนธิระบบข่าวสาร ลาดตระเวน และการเฝ้าตรวจ
- สนับสนุนการยุทธข่าวสาร
- การโจมตีลึกเข้าไปในประเทศข้าศึก
 บทที่ 3 คู่ต่อสู้ยิบย่อย (Niche Competitor)
- แผนการใช้กำลังไขว้มิติ (Asymetric Employment)
 บทที่ 4 แผนการปฏิบัติระยะสั้น
 ผนวก ก ฉากสถานการณ์สมมติของสงครามกับ Peer
- แนวความคิดในการปฏิบัติของกำลังทางอากาศ - อวกาศ สหรัฐอเมริกา
- การปกป้องฐานปฏิบัติการในอวกาศของสหรัฐฯ
 ผนวก ข ฉากสถานการณ์สมมติของสงครามกับ Niche
 ผนวก ค List of Acronyms