วิสัยทัศน์กองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี ข้างหน้า
(..๒๕๔๗ - ๒๕๕๖)

แถลงต่อนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร เนื่องในโอกาสเยี่ยมชมกิจการกองทัพอากาศ
ณ กองบิน ๑ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ 23 เมษายน 2546


           กำลังทางอากาศมีจุดกำเนิดจากการพัฒนาทางเทคโนโลยี และจากการมีคุณลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากกำลังทางบก และกำลังทางเรือ โดยสิ้นเชิง ๔ ประการ   ได้แก่   ความเร็ว   พิสัยบิน   ความอ่อนตัว  และความแม่นยำจึงทำให้กำลังทางอากาศมีขีดความสามารถสูง   เป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิบัติการทางทหาร    และยิ่งเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมากเท่าไร  ก็ยิ่งทำให้กำลังทางอากาศ มีขีดความสามารถ สูงยิ่งขึ้น เท่านั้น  กองทัพอากาศ จึงเป็น กองทัพที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ทันต่อการพัฒนาทางเทคโนโลย ีและขีดความสามารถ ของกำลังทางอากาศ ซึ่งหมายถึงงบประมาณที่ต้องใช้ในการพัฒนากองทัพ  ต้องมีสูงขึ้นเช่นกัน

           จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๔๐  ทำให้กองทัพอากาศถูกปรับลดงบประมาณ     ลงอย่างมาก จากที่เคย ได้รับจำนวนประมาณ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ถูกปรับลดลงเหลือประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท        ในปี ๒๕๔๑ หรือลดลงประมาณร้อยละ ๒๕  กระทั่งปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับ  ก็ยังคงใกล้เคียงกับในปี ๒๕๔๑ โดยในช่วง ๕ ปี ที่ผ่านมา มีงบประมาณ ที่สามารถใช้ ในการพัฒนา กองทัพเฉลี่ยปีละประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท  หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณที่ได้รับเท่านั้น

           แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐  ได้ส่งผลกระทบต่อกองทัพอากาศเป็นอย่างมาก  แต่ในทางตรงข้าม        ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ กองทัพอากาศ ได้รับรู้ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะแวดล้อมด้านต่าง ๆ   ที่จะมีผลต่อการดำเนินงาน ของกองทัพอากาศ ในอนาคต  โดยการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ 

           รูปแบบการใช้กำลังทหาร เปลี่ยนจากการเตรียมกำลังเพื่อการใช้กำลังขนาดใหญ่  เป็นการใช้กำลังขนาดเล็ก ที่เกิดจาก ข้อขัดแย้ง ในระดับต่ำ ที่ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า 

-          การใช้กำลังทางอากาศที่มิได้จำกัดเฉพาะทางการรบเท่านั้น  แต่ขยายขอบเขต ไปอย่างกว้างขวาง   ทั้งการพัฒนาประเทศ  การแก้ไขปัญหาสังคม และสันติภาพ

-          การพัฒนาของเทคโนโลยีระบบอาวุธทางอากาศ  รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ ในการปฏิบัติการทางอากาศอย่างไม่เคยมีมาก่อน

-    ขีดจำกัดด้านงบประมาณ

           ดังนั้นในปลายปี ๒๕๔๐ กองทัพอากาศจึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนากองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี  ระหว่าง ปี ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๕๐  ประกอบด้วยการพัฒนาด้านต่าง ๆ จำนวน ๕ ด้าน ได้แก่  การปรับโครงสร้างกำลังรบ   การปรับโครงสร้างกำลังพล  การพัฒนา ระบบบัญชาการและควบคุม   การพัฒนาระบบส่งกำลัง และซ่อมบำรุง   และการปรับโครงสร้างการจัดส่วนราชการ

           ต่อมาในปี ๒๕๔๒  เมื่อกระทรวงกลาโหม ได้จัดทำแผนแม่บทการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม และการปรับปรุงโครงสร้าง กองทัพไทย ขึ้น กองทัพอากาศ ก็ได้ปรับแนวทางการดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนแม่บทดังกล่าว      จึงเป็น สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า กองทัพอากาศ ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนากองทัพอากาศ เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม  และมีการดำเนินการมาแล้ว นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐

           สำหรับวิสัยทัศน์กองทัพอากาศ ในช่วง ๑๐ ปี ข้างหน้า  ระหว่างปี ๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๖  เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ ในการพัฒนา กองทัพอากาศที่ต่อเนื่องจากสิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๑  โดยปรับปรุงแก้ไขกรอบระยะเวลา  ขอบเขต และแนวทาง การดำเนินการ ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของกองทัพที่ได้รับการกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ทั้งการเตรียมความพร้อมในการรบ  การพัฒนา     ประเทศ  และการแก้ไขปัญหาสังคม  รวมทั้งนโยบายการปฏิรูประบบราชการ ของรัฐบาลภายใต้การนำของ    ฯพณฯ พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร  โดยกำหนดการพัฒนากองทัพอากาศในด้านต่าง ๆ จำนวน ๖ ด้าน ได้แก่  โครงสร้างกำลังรบ  โครงสร้างกำลังพล   ระบบบัญชาการและควบคุม   ระบบส่งกำลังและซ่อมบำรุง การพัฒนาประเทศ และแก้ไข ปัญหาสังคม  และ โครงสร้างการจัดส่วนราชการ  โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

ด้านโครงสร้างกำลังรบ

           จากการพิจารณากำหนดความต้องการกำลังรบขั้นต่ำสุด  กองทัพอากาศ มีความต้องการอากาศยานจำนวนประมาณ ๓๐๐ เครื่อง  ปัจจุบันมีจำนวน ๓๓๕ เครื่อง  ซึ่งแม้จะมีจำนวนมากกว่าความต้องการที่กำหนดก็ตาม  แต่อากาศยานส่วนใหญ่ มีอายุการใช้งานมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี  ขีดความสามารถค่อนข้างต่ำ จึงไม่เหมาะสมกับการใช้งานในอนาคต  นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งจะทยอยปลดประจำการ เนื่องจากครบอายุการใช้งาน หรือ ไม่คุ้มค่าที่จะใช้งานต่อไป  กองทัพอากาศจึงกำหนดแนวทาง การดำเนินการ เพื่อให้มีกำลังรบ ในระดับที่   เหมาะสม ที่สำคัญ ดังนี้

๑.  ปรับปรุงโครงสร้าง และระบบ Avionics ของเครื่องบิน F-16 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบหลัก และเครื่องบิน C–130 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงหลัก โดยหากจำเป็นต้องจ้างภาคเอกชนดำเนินการ จะเน้นความสำคัญในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถดำเนินการได้เองในอนาคต

๒.  ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์อากาศยานและยุทโธปกรณ์ที่มีทั้งในระดับการยืดอายุการใช้งาน และการเพิ่ม ขีดความสามารถ

พิจารณาจัดหาอากาศยาน และอุปกรณ์ ประเภทต่าง ๆ ได้แก่

-          เฮลิคอปเตอร์ สำหรับการใช้ในภารกิจค้นหาและช่วยชีวิต  รวมทั้งรองรับ ความต้องการใช้งานด้านการ ค้นหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งชาติ ซึ่งยังไม่ครบตามที่กำหนด 

-          เครื่องบิน สำหรับการใช้ในภารกิจควบคุมและแจ้งเตือนในอากาศ  รวมทั้งการลาดตระเวนทาง อิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนเครื่องบินที่ใช้งานในปัจจุบันที่จะครบอายุการใช้งาน

-          ยานไร้นักบิน หรือ UAV (Unmanned Aerial Vehicle) สำหรับการใช้ในภารกิจ ลาดตระเวนทางอากาศ  ซึ่งยังไม่เคยมีการจัดหา

-          เครื่องบินรบหลัก ประเภท F-16  และ F-5  แบบ ๒ ที่นั่ง  สำหรับใช้ในการฝึกนักบิน ทดแทน กรณีเกิดการสูญเสีย

-          อุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศ  ที่สามารถใช้ในการถ่ายภาพทางอากาศทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน  ทุกกาลอากาศ

ด้านโครงสร้างกำลังพล

           ในอดีต ความต้องการใช้งานกำลังพลประเภทนักบินซึ่งเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมีจำนวนมาก      จึงทำให้ปัจจุบัน มีกำลังพล ที่เป็นนายทหารสัญญาบัตรสูงกว่าอัตราที่กำหนด 

           ตามแนวทางการพัฒนากองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี  จึงได้กำหนดการปรับลดกำลังพล  จากที่มีในปี ๒๕๔๑ จำนวนประมาณ ๕๖,๐๐๐ คน  ให้เหลือไม่เกิน ๔๕,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๐  หรือลดลงอย่างน้อยร้อยละ ๒๐ จากกำลังพลที่มีในปี ๒๕๔๑  ปัจจุบัน กองทัพอากาศ มีกำลังพลทั้งสิ้นประมาณ ๔๗,๐๐๐ คน  ซึ่งแม้ว่าจะเข้าสู่ เป้าหมายเร็วกว่าที่กำหนด  แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหา ด้านการใช้งาน กำลังพลเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากกำลังพลที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นกำลังพลในระดับล่าง ซึ่งเป็นระดับผู้ปฏิบัติงาน  ส่วนกำลังพล ในระดับสูง สามารถปรับลดได้เพียง  เล็กน้อยเท่านั้น  ประกอบกับติดปัญหาเรื่องยศและตำแหน่งทำให้ไม่สามารถใช้วิธีการปรับเกลี่ยกำลังพล เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ กองทัพอากาศจึงกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ดังนี้

กำหนดความต้องการกำลังพลในแต่ละระดับ  ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานที่แท้จริง

กำหนดการบรรจุกำลังพล  ให้ตรงกับความต้องการใช้งาน และกำหนดเส้นทางการรับราชการ หรือ Career Path ที่ชัดเจน

พิจารณาการปรับลดกำลังพล ในส่วนที่เกินความต้องการ  โดยการส่งเสริมให้เข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน

ปรับลดการผลิตบุคลากรในส่วนที่ซ้ำซ้อนกับสถาบันการศึกษาภายนอก

๕.  ส่งเสริมให้กำลังพล เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรต่าง ๆ  งานด้านการศึกษา  การวิจัยและพัฒนา    ทั้งภายในและนอกประเทศ   โดยเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาจากที่มีเฉลี่ยในรอบ ๕ ปี ที่ผ่านมา ร้อยละ ๑.๓๖ ของงบประมาณที่กองทัพอากาศได้รับ หรือประมาณ ๒๑๒.๖ ล้านบาท ให้มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓ ของงบประมาณ ที่กองทัพอากาศได้รับ

ส่งเสริมให้กำลังพลมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เช่น  การเข้าร่วมโครงการบ้านเอื้ออาทร  การจัดหา      โครงการที่อยู่อาศัยที่เชื่อถือได้  ราคาถูก  รวมทั้งสถาบันการเงินดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

ด้านระบบบัญชาการและควบคุม

           แม้ว่ากำลังทางอากาศจะมีขีดความสามารถสูงกว่ากำลังประเภทอื่นก็ตาม  แต่ก็มีขีดจำกัดเนื่องจากมีราคาแพง  การจัดซื้อจัดหา ทำได้ยาก ใช้เวลานาน   อีกทั้งการใช้งานมีค่าใช้จ่ายสูง  ดังนั้นการใช้กำลังทางอากาศ จึงต้องพิจารณาใช้อย่างคุ้มค่า  โดยอาศัยการมี ระบบบัญชาการและควบคุมที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งประกอบด้วยระบบตรวจจับสัญญาณ (Sensors)  ระบบแสดงข้อมูล ที่ทำให้สามารถ หยั่งรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ Situation Awareness  ที่ทันสมัย   เพียงพอ  เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินตกลงใจ ภายใต้ขีดจำกัดของ “ เวลา “ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร มีการพัฒนา อย่างรวดเร็วเช่นปัจจุบัน   รวมทั้งระบบติดต่อสื่อสารที่ทำให้สามารถสั่งการไปยังหน่วยปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว    ใช้เวลาน้อยที่สุด ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือ Real Time  ซึ่งเมื่อประกอบกับการใช้คุณลักษณะพิเศษของกำลังทางอากาศ ในด้านความเร็ว และความอ่อนตัว แล้ว  จึงเอื้ออำนวยให้สามารถใช้กำลังที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้ในลักษณะของการมีกำลังน้อยเหมือนทวีกำลัง หรือ Force Multiplier 

           กองทัพอากาศ  ได้เห็นความสำคัญของการที่ต้องมีระบบบัญชาการและควบคุมซึ่งประกอบด้วย  ระบบตรวจจับสัญญาณ (Sensors)   ระบบแสดงข้อมูล  และระบบติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง  และโดย   ที่กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยรวมของประเทศ  จึงได้จัดทำ โครงการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศ ของกองทัพอากาศ  หรือ Royal Thai Air Defense  หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโครงการ RTADS  เริ่มโครงการในปี ๒๕๒๗ ประกอบด้วย การพัฒนา เครือข่ายระบบเรดาร์แจ้งเตือนภัยทางอากาศ  ระบบสื่อสารและโทรคมนาคม   รวมทั้งระบบข้อมูลข่าวสารทางการรบ  เพื่อเสริมสร้าง ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศให้สามารถตรวจจับเป้าหมายทางอากาศได้ครอบคลุมพื้นที่รอบประเทศ  เสริมสร้างระบบบัญชาการ และควบคุมการใช้กำลังทางอากาศ ให้มีความพร้อมทั้งเชิงรุก และเชิงรับ  ประสานการปฏิบัติการร่วมและผสมกับเหล่าทัพต่าง ๆ   ตลอดจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการบินโดยแบ่งการจัดทำโครงการเป็น ๓ ระยะ ได้แก่

-          ระยะที่ ๑  พื้นที่ภาคกลาง  ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

-          ระยะที่ ๒  พื้นที่ด้านตะวันตก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

-          ระยะที่ ๓  พื้นที่ภาคใต้

           ระยะที่ ๑  ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๓๓   ระยะที่ ๓ เมื่อปี ๒๕๔๓  ส่วนระยะที่ ๒ ยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจาก มีปัญหา ด้านงบประมาณ  จึงทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศ ยังมีจุดอ่อนบริเวณพื้นที่ด้านตะวันตก 

           กองทัพอากาศเห็นว่า การจัดทำโครงการ RTADS ให้มีความสมบูรณ์ นับเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ต่อความมั่นคงของชาติ เป็นอย่างมาก  เพราะมีผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันภัยทางอากาศโดยรวมของประเทศ รวมถึงระบบบัญชาการ และควบคุม ของกองทัพอากาศด้วย  ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  ได้เคยเข้าชมระบบบัญชาการและควบคุมของกองทัพอากาศ ที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพอากาศ ในกรณีอพยพชาวไทยจากสนามบินโปเชนตง ประเทศกัมพูชา และเห็นถึงประสิทธิภาพในการสั่งใช้กำลังทางอากาศ รวมทั้งการปฏิบัติการทางอากาศมาแล้ว  อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นทางด้านตะวันออก ของประเทศ   หากเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นทางด้านตะวันตก ของประเทศแล้ว  ย่อมจะมีขีดจำกัด ในการเฝ้าติดตามการปฏิบัติการทางอากาศ เนื่องจากระบบเรดาร์ ยังครอบคลุมไม่ถึง   ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงการ RTADS ให้มีความสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ ด้านความมั่นคงแล้ว ยังสามารถใช้เอื้อประโยชน์ด้านการบินพาณิชย์ของประเทศด้วย   แต่เนื่องจาก  งบประมาณที่ต้องใช้ ในการจัดทำ มีจำนวนสูงถึง  ๔,๐๐๐ ล้านบาท   การที่จะใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ   ซึ่งแต่ละปีได้รับจำนวนน้อยอยู่แล้ว มาดำเนินการ จึงมีความเป็นไปได้ยาก   หากรัฐบาลจะพิจารณาสนับสนุน งบประมาณประจำปีเพิ่มเติมให้กับกองทัพอากาศเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้  ก็จะทำให้ความสำเร็จของโครงการมีสูงขึ้น

ด้านระบบส่งกำลังและซ่อมบำรุง

           หลายปีมาแล้ว กองทัพอากาศได้พยายามนำระบบส่งกำลังบำรุงอัตโนมัติมาใช้บริหารงานด้านพัสดุ  อะไหล่  และการซ่อมบำรุง โดยการเชื่อมต่อระบบการเก็บ  การเบิกจ่ายด้วยระบบอัตโนมัติ  ทำให้ทราบสถานภาพและวางแผนการใช้งานได้อย่างถูกต้อง   แต่ก็ยัง ไม่สามารถทำให้การส่งกำลังและซ่อมบำรุงมีประสิทธิภาพทันต่อความต้องการใช้งานได้  เนื่องจากยังมีขีดจำกัด และปัจจัยหลายอย่าง ที่เป็นอุปสรรค  เช่น ระเบียบการจัดซื้อจัดหา     มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน ไม่อ่อนตัว    มีอากาศยานหลายแบบที่ยากต่อการซ่อมบำรุง ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เป็นต้น   ดังนั้นตามแนวทางการพัฒนากองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี  จึงกำหนดแนวทางการดำเนินการเป็น ๒ ระยะ ได้แก่

-          ระยะสั้น (-๕ ปี)  พิจารณาให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน  เข้ามารองรับงานด้านสาธารณูปโภค         พื้นฐาน  งานเกี่ยวกับอุปกรณ์สำนักงาน  งานซ่อมอากาศยานและยุทโธปกรณ์บางประเภทในลักษณะ Contract  Maintenance

-          ระยะปานกลาง (-๑๐ ปี)  พิจารณาสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งบริษัท  หรือหน่วยงาน เพื่อทำการซ่อมบำรุงอากาศยานในลักษณะศูนย์ซ่อม  โดยในเบื้องต้น กองทัพอากาศจะสนับสนุนสถานที่ และอุปกรณ์ ที่ใช้ในการซ่อมบำรุง ในระดับโรงงาน  รวมทั้งเจ้าหน้าที่เทคนิค เพื่อให้บริษัทหรือหน่วยงาน ที่จัดตั้งขึ้นมีขีดความสามารถ ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองทัพไทยได้ทั้งหมด  ก่อนขยายขีดความสามารถไปสู่การเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค   ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริม ให้ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการบินเกิดขึ้นแล้ว ยังทำให้กองทัพอากาศ มีแหล่งงาน รองรับ การปรับลดกำลังพล อีกด้วย

           ที่ผ่านมาการดำเนินการในระยะสั้น  สามารถโอนงานบางประเภทให้กับภาครัฐหรือเอกชนไปดำเนินการได้ตามที่กำหนด  ทำให้งาน มีประสิทธิภาพขึ้น   เกิดความประหยัด และยังสามารถปรับลด หน่วยงานบางหน่วยลงได้  ซึ่งกองทัพอากาศจะขยายผลการดำเนินการต่อไป 

           ส่วนในระยะปานกลาง   ยังติดขัดด้านกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ ไม่เปิดกว้างในการร่วมทุนกับภาคเอกชน   ซึ่งกองทัพอากาศ เห็นว่า การพิจารณาสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งบริษัท หรือหน่วยงาน เพื่อทำการซ่อมบำรุงอากาศยาน ในลักษณะศูนย์ซ่อมนั้น จะเป็นก้าวที่สำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค ซึ่งจะนำรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ จึงสมควรดำเนินการในระดับรัฐบาล  โดยมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน  ซึ่งกองทัพอากาศ พร้อมที่จะเป็นหน่วยกลาง สำหรับการดำเนินการ ในเรื่องนี้

ด้านการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาสังคม

           ตลอดเวลาที่ผ่านมา  กองทัพอากาศได้ใช้ทรัพยากรและศักยภาพที่มีในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการตามแนวพระราชดำริมาโดยตลอด   ควบคู่กับการเตรียมความพร้อม   ในการรบที่สำคัญเช่น  การทำฝนหลวง, การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย และการอพยพคนไทย ในต่างแดน, การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการปรับปรุง ขีดความสามารถ ของอากาศยาน และการจัดหาอากาศยานตามที่กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ด้านโครงสร้างกำลังรบ นอกจากจะทำให้กองทัพอากาศมีกำลังรบที่มี     ประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้การปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาสังคมเกิด ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้นหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งชาติ  รวมทั้งการปราบปรามยาเสพติด

ด้านโครงสร้างการจัดส่วนราชการ

           จากวิสัยทัศน์ในการพัฒนากองทัพอากาศด้านต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว  การดำเนินการตามแนวทาง ที่กำหนดจะไม่สามารถ บังเกิดผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมได้ หากกองทัพอากาศยังคงมีโครงสร้างการจัดส่วนราชการเช่นเดิม  ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างในแนวดิ่ง  มีสายการบังคับบัญชาหลายระดับ  ไม่สอดคล้องกับการจัดองค์กร  และการใช้กำลังทางอากาศยุคใหม่ ที่ต้องการการตัดสินตกลงใจ  สั่งการ โดยใช้เวลาน้อยที่สุด  รวมทั้งหลักนิยมการใช้กำลังทางอากาศที่กำหนดว่า  “รวมการควบคุม   แยกการปฏิบัติ “

           กองทัพอากาศจึงกำหนดให้มีการปรับโครงสร้างการจัดส่วนราชการของกองทัพอากาศใหม่  เป็นการจัดแบบแนวระดับ เพื่อให้มี สายการบังคับบัญชา สั้นที่สุด  มีการกำหนดผู้รับผิดชอบหรือเจ้าภาพที่ชัดเจน  มีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ ที่เอื้ออำนวยต่อ การปฏิบัติ  โดยได้พิจารณารวมงานต่าง ๆ ในส่วนสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางอากาศไว้ในหน่วยเดียวกันในลักษณะบูรณาการ  มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เพื่อให้กองทัพอากาศในอนาคตมีลักษณะเป็น Digital Air Force   ซึ่งจะทำให้ การปฏิบัติงานของกองทัพอากาศ รวมทั้งการใช้กำลังทางอากาศเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

           วิสัยทัศน์กองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี ข้างหน้า (..๒๕๔๗ - ๒๕๕๖) ที่กำหนดขึ้นนั้น กองทัพอากาศ   มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนากองทัพอากาศให้มีความทันสมัย สามารถดำรงความเป็นหนึ่งในภูมิภาคภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งเป็น เครื่องมือในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งนับเป็นความท้าทาย ที่กองทัพอากาศจะต้อง ดำเนินการ ให้สำเร็จภายใต้ขีดจำกัดของทรัพยากร  แต่เนื่องจากการดำเนินการในบางด้าน อาจเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทัพอากาศ  หรือมีความเกี่ยวข้อง กับส่วนราชการอื่น  ดังนั้นการที่กองทัพอากาศจะดำเนินการให้สำเร็จได้ จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุน จากรัฐบาล และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วย  ทั้งนี้ในเบื้องต้นกองทัพอากาศ พิจารณาเห็นว่า เรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนจำเป็นต้องขอให้รัฐบาลพิจารณาให้การสนับสนุนแก่กองทัพอากาศ มีจำนวน ๔ เรื่อง ได้แก่

            การจัดทำโครงการ RTADS ระยะที่ ๒ บริเวณพื้นที่ด้านตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อให้ระบบ             ป้องกันภัยทางอากาศโดยรวมของประเทศมีความสมบูรณ์

            การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ สำหรับรองรับความต้องการใช้งานด้านการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งชาติ

การจัดหาอุปกรณ์สำหรับการลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศ ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน  ทุกกาลอากาศ  เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการปราบปรามยาเสพติด

การพิจารณาในระดับรัฐบาล ในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งบริษัทหรือ หน่วยงาน เพื่อทำการซ่อมบำรุงอากาศยานในลักษณะศูนย์ซ่อม โดยกำหนดเจ้าภาพในการดำเนินการที่ชัดเจน

           อย่างไรก็ตามด้วยธรรมชาติที่ทหารได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ภายใต้ความกดดันต่าง ๆ ถึงขนาด   ยอมสละได้แม้ชีวิต  ดังนั้น กองทัพอากาศจึงมีความมุ่งมั่น และมั่นใจว่าจะสามารถใช้ความรู้ ความสามารถที่มี แก้ไขปัญหา และอุปสรรค  สามารถบรรลุ ตามจุดมุ่งหมาย ของวิสัยทัศน์กองทัพอากาศในช่วง ๑๐ ปี ข้างหน้า (..๒๕๔๗ - ๒๕๕๖) ได้ในที่สุด


รูปแบบ PDF ไฟล์

กรมยุทธการทหารอากาศ
23 เมษายน 2546

Contact Us | Site Index | Guest Book

ติดต่อผู้ดูแลเว็บ: webadmin@do.rtaf.mi.th

ศูนย์สารสนเทศ กรมยุทธการทหารอากาศ โทร. 0 - 2534 - 1409