เรื่องของกฎบัตรและข้อมติแห่งสหประชาชาติ

น.ท.เสกสรร  คันธา

ดาวน์โหลดบทความในรูปแบบ pdf

 

“If we fail to use it, we shall betray all those who have died so that we might meet here in freedom and safety to create it. If we seek to use it selfishly

-for the advantage of any one nation or any small group of nations-

 we shall be equally guilty of that betrayal.”

 

“ถ้าเราล้มเหลวที่จะใช้มัน (กฎบัตรสหประชาชาติ) เท่ากับว่าเราได้ทรยศผู้ที่เสียสละชีวิตในสงคราม (สงครามโลกครั้งที่ ๒) เพื่อที่เราจะได้มาพบกันที่นี่ (ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา) อย่างมีอิสระเสรี และปลอดภัยเพื่อที่จะสร้างมันขึ้นมา และถ้าเราใช้มันอย่างเห็นแก่ตัว-เพื่อผลประโยชน์ของประเทศหรือกลุ่มประเทศใดใด-เท่ากับว่าเราได้กระทำผิดเหมือนกับการทรยศนั้น”

ประธานาธิบดี เฮนรี ทรูแมน แห่งสหรัฐอเมริกา

กล่าวในโอกาสที่ร่างกฎบัตรสหประชาชาติได้ดำเนินการจัดทำจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒๖ เมษายน ค.ศ.๑๙๔๕

 

 

            การฝึกร่วมผสมพหุภาคีคอบบราโกลด์ ๐๖ ครั้งที่ผ่านมานี้เป็นปีแรกที่มีการเพิ่มเติมการฝึกปัญหาที่บังคับการของกองบัญชาการกองกำลังสหประชาติ (UNFHQ) โดยกำหนดสถานการณ์สมมติให้รับการส่งผ่านความรับผิดชอบ (Transitional Authority) จากกองกำลังเฉพาะกิจร่วมผสมซึ่งจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลง (สมมติ) ระหว่างประเทศในภูมิภาค มีภารกิจในการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง และบีบบังคับให้ประเทศคู่กรณีที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกันจนลุกลามขยายตัวเป็นสงคราม ให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ มาสู่ความรับผิดชอบของกองกำลังสหประชาชาติ ซึ่งมีภารกิจในการเฝ้าดูแลพื้นที่ปลอดทหารของทั้งสองฝ่ายระหว่างพรหมแดนของทั้งสองประเทศ และตรวจสอบให้ประเทศทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลง นอกจากนี้กองกำลังสหประชาชาติยังมีภารกิจหน้าที่ในการช่วยเหลือให้ดินแดนในความยึดครองของประเทศในความขัดแย้ง ลงประชามติเพื่อให้เป็นเอกราช และสนับสนุนการจัดกระบวนการเลือกตั้ง เรื่องราวของเหตุการณ์สมมติเพื่อการฝึกทั้งสองภาค จากภาคการบีบบังคับให้เกิดสันติภาพ จนถึงภาคการรักษาสันติภาพ เป็นการกระทำภายใต้ข้อมติ (Resolution) สหประชาชาติ (สมมติ) โดยอาศัยอำนาจภายในบริบทของบทบัญญัติที่ ๖ บทบัญญัติที่ ๗ และบทบัญญัติที่ ๘ แห่งกฎบัตร (Charter) สหประชาชาติ องค์การสหประชาชาตินั้นเป็นเพียงองค์กรเดียวในโลกที่มีอำนาจอย่างถูกต้องชอบธรรมที่จะลงมติให้มีการใช้กำลังทหารต่อประเทศเอกราช (Sovereign States) ใดใดได้ เรื่องของกฎบัตร และข้อมติจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญควรค่าแก่การศึกษาวิเคราะห์ เสมือนหนึ่งธรรมนูญกฎหมายนานาชาติที่ประเทศสมาชิกปัจจุบันทั้ง ๑๙๒ ประเทศทั่วโลกยอมรับ (“มอนเตนิโกร” เป็นสมาชิกล่าสุดเมื่อมิถุนายน ค.ศ.๒๐๐๖) และปฏิบัติตาม เรื่องของกฎบัตรสหประชาชาตินั้น มีประวัติที่มา และบทเรียนอย่างยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งองค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ.๑๙๔๕ ประวัติ ที่มา และบทเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารมากมายในความขัดแย้งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่สหประชาชาติจำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ (Inter-State Conflict) ความขัดแย้งภายในรัฐ (Intra-State Conflicts) หรือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มองค์กร ทั้งชอบธรรมและไม่ชอบธรรมภายในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องของสหประชาชาติโดยอำนาจภายใต้กฎบัตร มีทั้งในรูปแบบที่กำหนดให้ชาติสมาชิกหรือกลุ่มชาติสมาชิกที่รวมตัวกันเป็นองค์กรในภูมิภาคดำเนินการเอง หรือการดำเนินการในนามของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตามบทเรียนที่เป็นทั้งความสำเร็จและล้มเหลวในปฏิบัติการทางทหารภายใต้อาณัติ (Mandate) สหประชาชาตินับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีเบื้องหลังทั้งในแง่การทูต และการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลประโยชน์แห่งชาติด้านอื่น ๆ ของประเทศมหาอำนาจแอบแฝงอยู่เสมอ ถึงแม้ประเทศไทยและกองทัพไทยจะมีโอกาสร่วมปฏิบัติการทางทหารภายใต้อาณัติของสหประชาชาติมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงปัญหา และแนวโน้มความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกแล้ว โอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระทั่งถูกเชิญให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของสหประชาชาติ  มากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อสหประชาชาติกำลังมีความพยายามปรับปรุงแก้ไขโครงสร้าง และวิธีปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นองค์กรหลักระหว่างประเทศ ที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลไกแห่งการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยของประชาคมโลก

หลายคนอาจคิดว่าสหประชาชาติมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเฉพาะภารกิจทางทหารเพื่อสันติภาพเท่านั้น ที่จริงแล้วสัดส่วนของภารกิจหากศึกษาจากการจัดโครงสร้างองค์กรของสหประชาชาติแล้ว จะเป็นเรื่องของการช่วยเหลือ การพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับมนุษยธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ ปฏิบัติการทางทหารเป็นเพียงส่วนย่อยส่วนเดียวเท่านั้น แต่ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวมีความสำคัญลำดับแรกเพราะว่าความมั่นคงปลอดภัยเป็นความจำเป็นสูงสุดก่อนความพยายามช่วยเหลือในเรื่องอื่น กฎบัตรของสหประชาชาติจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีปฏิบัติทางทหาร (Military Line of Operation) เพียงอย่างเดียว ธรรมชาติของปฏิบัติการทางทหารจึงไม่เหมือนกับปฏิบัติการในสงครามตามแบบทั่วไป อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานทั้งในและนอกสหประชาชาติ ในหลายระดับอีกมากมาย บทความนี้ผู้เขียนได้สรุปรวบรวมข้อมูลประวัติของกฎบัตรสหประชาชาติ แล้ววิเคราะห์เงื่อนไขต่าง ๆ อันเป็นมูลเหตุและที่มาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำเสนอบทเรียนจากปัญหาความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นที่ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารภายใต้ข้อมติที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติที่ ๖, ๗ และ ๘ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานของเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติทั้งสามมักจะได้รับการกล่าวอ้างถึงบ่อยครั้งมากขึ้น โดยเฉพาะในการฝึกร่วมผสมคอบบราโกลด์ของกองทัพไทย เฉพาะช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมามีประเทศต่าง ๆ ในหลายภูมิภาคต่างให้ความสนใจส่งผู้สังเกตการณ์การฝึก รวมทั้งการขอเข้าร่วมฝึกปัญหาที่บังคับการในส่วนที่เป็นปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ทั้งนี้ดังที่เกริ่นไว้แล้วว่านานาประเทศต่างเห็นแนวโน้มความเป็นไปทางยุทธศาสตร์ของโลกและความจำเป็นของปฏิบัติการทางทหารภายใต้มติสหประชาชาติเพื่อการรักษาเสถียรภาพและผลประโยชน์แห่งชาติของนานาประเทศ จึงนับเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องควรต้องมีความเข้าใจอย่างพอเพียงโดยเฉพาะในบริบทของวิวัฒนาการรวมทั้งเหตุผล และที่มาในเรื่องต่าง ๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถใช้กล่าวอ้างอิงได้อย่างมีความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

กำเนิดกฎบัตรสหประชาชาติ

                คำว่า “สหประชาชาติ: United Nations” มีที่มาจากการที่ประธานาธิบดี “แฟรงคินส์ ดี รูสเวลท์”  แห่งสหรัฐ ฯ ประกาศความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในกลุ่มชาติพันธมิตร ๒๖ ประเทศระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑ มกราคม ค.ศ.๑๙๔๒ เพื่อร่วมต่อสู้กับฝ่ายอักษะ ภายหลังเมื่อสงครามใกล้จะสิ้นสุดลง ความพยายามที่จะให้กำเนิดองค์การระหว่างประเทศถาวรรูปแบบใหม่กำลังเริ่มจะก่อรูปร่างเป็นจริงขึ้นมา การประชุมที่ “เดมเบอร์ตัน โอ็ค” ณ กรุงวอชิงตัน อันเป็นการพบกันระหว่าง ๔ ประเทศมหาอำนาจ (The Big Four) ได้แก่ สหรัฐ ฯ อังกฤษ โซเวียต และจีน ได้กระทำข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างวันที่ ๒๑ สิงหาคม ถึง ๗ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๔๔ เพื่อให้มีองค์การสหประชาชาติขึ้นมาแทนสันนิบาตชาติ (The League of Nations) แต่ยังคงมีข้อขัดแย้งกันในเงื่อนไขสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการลงมติ และสิทธิในการยับยั้งมติหรือวีโต้ (Veto) ต่อมาได้มีการปรับปรุงข้อบังคับบางประการในการประชุมที่ “เยลตา” ซึ่งได้กลายมาเป็นหลักการและข้อตกลงพื้นฐาน หลักการและข้อตกลงทั้งหมดได้ถูกนำมาจัดทำเป็นร่างกฎบัตรขึ้นในการประชุมครั้งสุดท้าย ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมือง “ซานฟรานซิสโก: San Francisco Conference” นครแห่ง Golden Gate นอกเหนือจากผู้นำ ๔ ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มาร่วมการประชุมที่ซานฟรานซิสโกแล้ว ยังมีผู้นำประเทศที่ประกาศสงครามกับเยอรมัน และญี่ปุ่นอีก ๔๕ ประเทศ มาในวันที่ ๒๕ เมษายน ค.ศ.๑๙๔๕ การร่วมลงนามเห็นชอบในร่างกฎบัตรอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในวันต่อมา (๒๖ เมษายน) โดยมีชาติสมาชิกแรกเริ่ม ๕๐ ประเทศ (ภายหลังรวมประเทศโปแลนด์เข้าเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกก่อตั้ง ๕๑ ประเทศ)  

 

 

ภาพแสดงการประชุมหารือระหว่าง ๔ ประเทศมหาอำนาจ (The Big Four) ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ โซเวียต และจีน

เพื่อวางหลักการขั้นต้นในการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ณ เดมเบอร์ตันโอ็ค กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๔

 

 
 


ย้อนหลังไป ๒ เดือนก่อนการร่วมลงนามกฎบัตรฉบับดังกล่าว มีเบื้องหลังที่น่าสนใจศึกษาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง เพราะมิใช่เรื่องง่ายที่นานาประเทศจะมาร่วมประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อร่างสิ่งที่อาจกล่าวได้ว่าจะต้องถูกนำมาใช้เป็นธรรมนูญแห่งโลก (World Constitution) ถึงแม้กลุ่มประเทศสมาชิกยุคก่อตั้งจะมีจำนวนประชากรรวมกันมากถึงร้อยละ ๘๐ ของประชากรโลก แต่อีกหลายประเทศที่ไม่ได้ร่วมลงนามยังคงมีความคลางแคลงใจในเนื้อหาของกฎบัตรที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศมหาอำนาจ มากกว่าประเทศที่อ่อนแอหรือประเทศผู้แพ้สงคราม การประชุมประกอบไปด้วยผู้แทนต่างประเทศจำนวน ๘๕๐ คน กลุ่มผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๓,๕๐๐ คน อีกทั้งยังมีผู้สื่อข่าวจากนานาชาติกว่า ๒,๕๐๐ คน มาถ่ายทอดและร่วมเป็นสักขีพยานรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของโลกว่าเป็นการรวมกลุ่มของผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศครั้งใหญ่ที่สุด กฎบัตรและข้อตกลงในรายละเอียดต้องผ่านการประชุมเห็นชอบในหลายวาระโดยคณะกรรมการกำหนดทิศทาง (Steering Committee) มีหัวหน้าผู้แทนที่เป็นชาติมหาอำนาจ ผลัดกันขึ้นมาเป็นประธานได้แก่ แอนโทนี อีเดน แห่งอังกฤษ, เอ็ดเวิร์ด สเต็ดทีเนียส แห่งสหรัฐ ฯ, ที.วี.ซูง แห่งจีน และ ยาเชสสเลฟ แห่งสหภาพโซเวียต คณะกรรมการกำหนดทิศทางจะเป็นผู้ตัดสินใจในหลักการและนโยบายที่สำคัญ คณะกรรมการ ฯ จะต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่นำเสนอมากมาย จึงจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษย่อยอีก ๑๔ กลุ่ม เพื่อพิจารณารายละเอียดจากประเด็นหลักที่คณะกรรมการกำหนดทิศทางระบุ การประชุมหลัก (Plenary Meeting) ของคณะกรรมการกำหนดทิศทางที่จริงแล้วมีเพียงแค่ ๑๐ ครั้ง แต่การประชุมของคณะกรรมการพิเศษย่อยนั้นมีถึง ๔๐๐ ครั้ง เพื่อถกเถียงในเนื้อหารายละเอียดของกฎบัตรทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด และทุกสัญลักษณ์ ร่างกฎบัตรที่นำเสนอพิจารณาแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์ทั่วไปขององค์การสหประชาชาติ หลักการ สถานภาพการเป็นสมาชิก และส่วนงานด้านเลขานุการรวมทั้งการแก้ไขกฎบัตร ส่วนที่สองจะพิจารณาในเรื่องขอบเขต และอำนาจความรับผิดชอบของสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly) ขณะที่ส่วนที่สามจะพิจาณาขอบเขต และอำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) ส่วนสุดท้ายจะเป็นร่างข้อบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎบัตร และจะเป็นองค์กรที่ช่วยตัดสินข้อพิพาทด้านความมั่นคงในกรณีต่าง ๆ ระหว่างประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ปัญหาในร่างกฎบัตรหลายประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และในบางประเด็นยังคงส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์การสหประชาชาติมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่สถานะภาพขององค์การแห่งภูมิภาคที่มีอยู่เดิมว่าจะให้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาคนั้น ๆ ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่นองค์การความร่วมมือแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American System), องค์การสันนิบาตแห่งชาติอาหรับ (The Arab League) หรือองค์การที่จัดตั้งขึ้นมาภายหลังเช่น องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยุโรป (The Organisation on Security and Co-operation in Europe: OSCE ), สหพันธ์ยุโรปตะวันตก (Western European Union: WEU), สมาพันธ์รัฐอิสระแห่งอดีตสหภาพโซเวียต (The Commonwealth of Independent States in the former Soviet Union: CISS), องค์การเพื่อความร่วมมือและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกันตะวันตก (The Organisation of African Unity and the Economic Community of West African States) องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ถึงแม้ว่าที่ประชุมจะสรุปผลว่าสหประชาชาติสามารถให้อำนาจต่อองค์การดังกล่าวดำเนินมาตรการใดใดตามความจำเป็นเพื่อการรักษาและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพได้ แต่ด้วยธรรมชาติ ข้อจำกัด และความแตกต่างของแต่ละองค์การทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ของสหประชาชาติหรือประชาคมโลกได้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาส่งผลให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมายในหลายต่อหลายประเทศ เช่น เซียลาลีโอน ค.ศ.๑๙๙๑, โซมาเลีย ค.ศ.๑๙๙๓, รวันดา ค.ศ.๑๙๙๔, คองโก ค.ศ.๑๙๙๗ และ ซูดาน ค.ศ.๒๐๐๓ ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สันนิบาตแห่งชาติอาหรับไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตนเองได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้คนแอฟริกาล้มตายนับล้านคน อีกประเด็นที่สำคัญและอาจถือได้ว่าส่งผลกระทบต่อสหประชาชาติมากที่สุดคือข้อบังคับในเรื่องสิทธิของชาติมหาอำนาจสมาชิกถาวรทั้ง ๕ ในการยับยั้งมติ (Veto) ที่ประชุมซานฟรานซิสโกมีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนและยาวนานจนเกือบที่จะทำให้ขั้นตอนของการร่างกฎบัตรต้องถูกยกเลิก ประเทศเล็ก ๆ หลายประเทศต่างเกรงกลัวกันว่าหากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งมีนโยบายที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพแล้ว สหประชาชาติจะไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาทันที เพราะอำนาจที่มอบให้จะถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของชาติมหาอำนาจในมนตรีความมั่นคงเอง ในขณะเดียวกับที่หากเกิดปัญหาระหว่างประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกถาวรแล้ว สมาชิกถาวรชาติใดชาติหนึ่งหรือกลุ่มสมาชิกถาวรที่เป็นพันธมิตรกันและมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องลงตัว อาจจะใช้อำนาจบนเวทีคณะมนตรีเลือกปฏิบัติหรือกระทั่งกระทำการใดใดโดยปราศจากเหตุและผล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน หรือของกลุ่มตนโดยไม่แยแสต่อผลกระทบของส่วนรวม  ถึงแม้ชาติเล็ก ๆ ในที่ประชุมซานฟรานซิสโกจะพยายามลงมติให้อำนาจการยับยั้งมติของ ๕ ชาติสมาชิกมหาอำนาจมีน้อยลง แต่ผลสรุปกลับออกมาในลักษณะที่เหมือนกับว่าชาติเล็ก ๆ ในที่ประชุมเหล่านั้นถูกบังคับให้ต้องยินยอม เพราะชาติมหาอำนาจยังต่างยืนยันที่จะให้ตนเองมีสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตามความเกรงกลัวในเรื่องประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสหประชาชาติตามที่คาดการณ์ไว้ ได้เกิดขึ้นจริงในภายหลังตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาทุกเรื่อง

บทสรุปของการประชุม “ซานฟรานซิสโก” อันเป็นจุดก่อกำเนิดกฎบัตรสหประชาชาติจบลงด้วยการร่วมลงนามในวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ.๑๙๔๕ แต่ในทางปฏิบัติร่างกฎบัตรเริ่มมีผลมีบังคับใช้อย่างเป็นทางการจริงในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๔๕ ทั้งนี้เพราะแต่ละประเทศต้องนำร่างกฎบัตรกลับไปแถลงต่อรัฐสภาของตน และต้องให้ได้รับการอนุมัติด้วยเสียงข้างมากจากสภาผู้แทนเสียก่อน เกือบ ๔ ปีนับจากประธานาธิบดี “รูสเวลท์” กล่าวถึงสหประชาชาติเป็นครั้งแรก และเกือบ ๔ ปี แห่งความหวังที่จะเห็นองค์กรใหม่ของโลกที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนพลังแห่งสันติภาพ ด้วยพันธะสัญญาและข้อบังคับในกฎบัตร สหประชาชาติจึงพร้อมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในยุคนั้น ขับเคลื่อนกลไกแห่งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอนาคตที่ยากจะคาดเดา หากวิเคราะห์เงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ และสภาพแวดล้อมแล้ว การก่อกำเนิดขององค์การสหประชาชาติ และกฎบัตรนับเป็นเรื่องท้าทายสันติภาพ และความมั่นคงของโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นอย่างยิ่ง เพราะกฎบัตรถูกมองว่าร่างขึ้นโดยกลุ่มประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ ๒ เหมือนกับกลุ่มประเทศในสนธิสัญญา “แวร์ซาย” ที่เคยลงนามร่วมกันหลังสิ้นสุดมหาสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ.๑๙๑๙) เพื่อให้มีการลดการสะสมอาวุธ และลดการเสริมสร้างพลังอำนาจทางทหาร แต่ด้วยสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากกลุ่มผู้นำพันธมิตร (Entente Power) อันมีประธานาธิบดี วู้ดโรล วิลสัน แห่งสหรัฐ ฯ นายกรัฐมนตรี เดวิด ลอด์ย จอร์ช แห่งอังกฤษ และนายกรัฐมนตรีจอร์ช คเลมองโซ แห่งฝรั่งเศส รวมถึง นายกรัฐมนตรี วิตตอริโอ เอมมานูเอล โอเลนโด แห่งอิตาลี ต่อกลุ่มประเทศผู้แพ้สงคราม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมัน) พร้อมกับปัญหาสภาวะทางเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงเป็นสาเหตุที่มาในความล้มเหลวของสันนิบาตชาติ (ค.ศ.๑๙๑๔ - ๑๙๑๘) จนเป็นรากเหง้าสำคัญอันก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ของโลกหลังการลงนามกฎบัตรสหประชาชาติยังคงคุกกรุ่นด้วยกลิ่นอายแห่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจากความขัดแย้งทางลัทธิการเมือง นำมาซึ่งการก่อเกิดอำนาจใหม่สองขั้วในเวลาต่อมาคือสหรัฐ ฯ และสหภาพโซเวียต นับเป็นมรดกอัปยศที่ส่งผลต่อความไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสหประชาชาติ จวบจนถึงปัจจุบัน ในทำนองเดียวกับที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งเคยเป็นกลุ่มมหาอำนาจที่กุมสภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลกยังคงอยู่ในสภาพอ่อนแออันเนื่องจากผลพวงของสงคราม อย่างไรก็ตามองค์การสหประชาชาติในยุคเริ่มต้นได้รับการคาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ประเทศมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคง (ภายหลังรวมประเทศฝรั่งเศสด้วย) ได้พูดคุยหรือโต้เถียงกันด้วยวิถีทางการทูต แทนการสร้างสมกำลังทหารเพื่อประหัตประหารกันด้วยกำลังรบเหมือนก่อน มาตราแรกของกฎบัตรกล่าวถึงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิของรัฐโดยมุ่งเน้นในหลักการของการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงปลอดภัย กฎบัตรของสหประชาชาติทั้งหมดไม่ได้มีการกล่าวถึง “วิธีการเฉพาะ” วิธีใดวิธีหนึ่ง ที่จริงแล้วไม่มีคำใดใดในกฎบัตรที่กล่าวถึงวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งสันติภาพโดย “การบีบบังคับด้วยกำลังทหารเพื่อให้เกิดสันติภาพ” และ “การรักษาสันติภาพด้วยการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง” โดยตรงเลย ข้อความในกฎบัตรเป็นหลักการ วิธีการพื้นฐาน และเงื่อนไขทั่วไปที่ใช้อ้างอิง (Term of Reference) ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาและลงมติโดยคณะมนตรีความมั่นคง หรือสมัชชาสหประชาชาติก่อนนำไปใช้ (เหมือนกับกฎหมายทั่วไปที่ต้องใช้การพิจารณาและตีความก่อนนำไปสู่การปฏิบัติ) บทบัญญัติในกฎบัตรที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ (ทั้งบีบบังคับ และการรักษาสันติภาพ) มากที่สุดคือ บทบัญญัติที่ ๖, ๗ และ ๘ สาระสำคัญในบทบัญญัติที่ ๖ เป็นหลักการพื้นฐานของการตรวจสอบ และการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งและกรณีพิพาทด้วยสันติ (Pacific Settlement of Disputes) มุ่งเน้นที่กลไกของภูมิภาค, คณะมนตรีความมั่นคง และสมัชชาสหประชาชาติ บทบัญญัติที่ ๗ เป็นหลักการพื้นฐานเพื่อการปฏิบัติในกรณีที่มีภัยคุกคาม การละเมิด หรือการกระทำใดใดอันเป็นภัยต่อสันติภาพ (Action with respect to threats to the peace, breaches of the peace, and acts of aggression) มุ่นเน้นกลไกในการแก้ไขปัญหาภายใต้ฉันทานุมติของคณะมนตรีความมั่นคง ส่วนบทบัญญัติที่ ๘ กล่าวถึงการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของสหประชาชาติโดยการใช้กลไกขององค์กรแห่งภูมิภาค (Regional Arrangement) รายละเอียดของบทบัญญัติ ๖, ๗ และ ๘ ได้นำเสนอไว้ในภาคผนวกของบทความนี้แล้ว ส่วนหลักการขั้นพื้นฐานของกฎบัตรสำหรับผู้ที่ศึกษาควรต้องทราบสรุปได้ดังนี้

๑.      สหประชาชาติจะยึดมั่นในหลักการของเอกราช และความเท่าเทียมของชาติสมาชิก

๒.    ความขัดแย้งจะต้องได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธี

๓.     สมาชิกจะยอมรับที่จะไม่ใช้กำลังหรือข่มขู่ด้วยกำลังหากขัดแย้งในวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ

๔.     สมาชิกแต่ละประเทศจะต้องช่วยเหลือสหประชาชาติในการปฏิบัติใดใดภายใต้กฎบัตร

๕.     รัฐที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติจำเป็นต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขของหลักการเหล่านี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยแห่งนานาชาติ

                                                

 

ภาพแสดงผู้แทนจากประเทศสมาชิกทยอยลงนามในกฎบัตร สหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ.๑๙๔๕

 

หากวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศในห้วงเวลาภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นแล้ว จะเข้าใจว่ากฎบัตรสหประชาชาติถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่เป็นรูปแบบความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยวิถีทางการทูตเป็นหลัก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าความขัดแย้งรูปแบบดังกล่าวเป็นสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ ๒ นำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีพลังอำนาจในด้านต่าง ๆ สามารถเหนี่ยวนำแนวนโยบายระหว่างประเทศของประเทศอื่น ๆ เท่านั้นจึงจะสามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ และหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เห็นจะมีเพียงสหรัฐ ฯ และ สหภาพโซเวียตเท่านั้นที่มีพลังอำนาจดังกล่าว มูลเหตุหนึ่งที่กฎบัตรให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะสถิติที่บันทึกไว้ระบุว่ามีประชาชนพลเรือนถูกสังหารตายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ มากกว่า ๒๕ ล้านคน จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นเกือบ ๕๐ ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นการสังหารในค่ายกักกันประมาณ ๑๒ ล้านคน ในขณะที่สถิติการเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารเช่นการโจมตีทิ้งระเบิดมีเพียง ๑.๕ ล้านคน ด้วยเหตุนี้เองเนื้อความในกฎบัตรจึงเน้นถึงสิทธิมนุษยชน และการปกป้องสิทธิของพลเรือนที่ต้องอาศัยสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญ

เบื้องหลังพลังอำนาจอีกประการหนึ่งของประเทศในคณะมนตรี ฯ ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นพลังเงียบที่สามารถเหนี่ยวนำทิศทางของมติสหประชาชาติได้ คืองบประมาณสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ข้อกำหนดของสหประชาชาติจะให้มีการทบทวนการสนับสนุนงบประมาณทุก ๓ ปี โดยมีหลักการว่าให้ประเทศพัฒนาแล้วสนับสนุนเงินในสัดส่วนร้อยละ ๐.๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross National Product: GNP) ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนรวมกันไม่เกิน ๐.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ตามสถิติแล้วกลุ่มประเทศสมาชิกร่ำรวย และพัฒนาแล้วจะเป็นกลุ่มที่ต้องให้งบประมาณแก่สหประชาชาติมากที่สุด สหรัฐ ฯ เป็นประเทศที่สนับสนุนงบประมาณมากที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสหประชาชาติเป็นต้นมา สถิติในปี ๒๐๐๑ กลุ่มประเทศหลักตามลำดับ ๑๕ ประเทศแรกที่ให้งบสูงสุดได้แก่ สหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี แคนาดา สเปน บราซิล เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย เกาหลี (ใต้) รัสเซีย เบลเยี่ยม และสวีเดน โดยสหรัฐ ฯ ยังคงสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ ๒๒ ถึงกระนั้นกลุ่มประเทศดังกล่าวบางประเทศ (โดยเฉพาะสหรัฐ ฯ) ยังคงให้เงินสนับสนุนไม่ครบตามสัดส่วน มีหนี้ค้างจ่ายสหประชาชาติอย่างมากมาย นักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ประเทศที่มีส่วนในเรื่องงบประมาณ ย่อมต้องคาดหวังและใช้เงินเป็นเครื่องมือในการเหนี่ยวนำนโยบายหรือข้อมติ เพื่อสนองแนวทางและโยบายระหว่างประเทศของตนโดยอาศัยสหประชาชาติเป็นเครื่องมือ ทั้งที่ประเทศตนเองมีความสามารถที่จะจ่ายเงินเหล่านั้น ได้

เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีระบอบการปกครองในแบบประชาธิปไตยทั่วไป กฎบัตรสหประชาชาติกำหนดให้สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยต้องใช้เสียงสองในสามจากการลงมติในสมัชชาฯ ทั้งยังต้องให้ได้รับการอนุมัติจากชาติสมาชิกจำนวนสองในสาม รวมทั้งสมาชิกถาวรทั้ง ๕ ชาติด้วย การปรับปรุงแก้ไขกฎบัตรภายหลังร่างฉบับซานฟรานซิสโกครั้งแรกมีสาเหตุเนื่องจากจำนวนสมาชิกสหประชาชาติที่มีเพิ่มมากขึ้นจากการก่อกำเนิดของประเทศเอกราชใหม่โดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกา ภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคในแถบทะเลแคริเบียน เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของผลประโยชน์ในกลุ่มประเทศจากภูมิภาคต่าง ๆ โดยไม่กระทบกลุ่มประเทศสมาชิกเดิม ในปี ค.ศ.๑๙๖๓ จึงมีการเสนอแก้ไขมาตราที่ ๒๓, ๒๗ และ ๖๑ ในมาตราที่ ๒๓ นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขยายจำนวนสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงจาก ๑๑ ชาติ เป็น ๑๕ ชาติ (รวมสมาชิกถาวรทั้ง ๕) มาตราที่ ๒๗ เป็นการแก้ไขวิธีการใช้อำนาจลงมติตัดสินใจของคณะมนตรี จากเดิมทีใช้เสียง ๗ ใน  ๑๕ ปรับแก้เป็นใช้เสียง ๙ ใน ๑๕ แทน (รวมสมาชิกถาวร ๕ ชาติ) ส่วนในมาตราที่ ๖๑ เป็นการเพิ่มเติมจำนวนสมาชิกในมนตรีด้านเศรษฐกิจ และสังคมเป็น ๒๗ ชาติ ทั้งสามมาตรามีผลบังคับใช้ในภายหลังเมื่อ ค.ศ.๑๙๖๕ ต่อมาเมื่อ ค.ศ.๑๙๗๔ สมัชชาสหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการชั่วคราว ๔๒ ชาติขึ้นเพื่อการพิจารณาข้อเสนอพิเศษจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ให้มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ปัญหาต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอผ่านสมัชชาฯมักจะไม่ได้รับการตอบสนอง (ไม่มีฉันทามติใดใดเกิดขึ้น) เนื่องจากความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในกลุ่มชาติสมาชิก และความอุ้ยอ้ายของสมัชชาที่เต็มไปด้วยกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ของชาติสมาชิก คณะกรรมการชั่วคราวได้รับการขยายจำนวนสมาชิกเป็น ๔๗ ชาติในปี ค.ศ. ๑๙๗๕ และต้องมีการประชุมกันทุกปีเพื่อรายงานข้อมูลให้กับสมัชชาฯ รับทราบ การปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในกฎบัตรยังคงมีต่อมาในหลายวาระส่วนใหญ่ยังคงเป็นการมุ่งให้สหประชาชาติมีประสิทธิภาพในการทำงานดีมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลไกที่เป็นเฟืองจักรสำคัญที่แท้จริงในการที่จะทำให้กฎบัตร และข้อมติใดใดของสหประชาชาติตอบสนองต่อปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดยังคงเป็นคณะมนตรีความมั่นคง รวมทั้งปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพขององค์กรยังคงติดอยู่กับอำนาจในการยับยั้งมติของสมาชิกถาวรอยู่นั่นเอง  

ถึงแม้อำนาจในการอนุมัติมาตรการต่าง ๆ ในการพิจารณาปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย และสันติภาพของสหประชาชาติจะผูกติดกับคณะมนตรีฯ เป็นหลัก (โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องอาศัยบทบัญญัติที่ ๗) แต่สมัชชาสหประชาชาติก็อาจถือได้ว่าเป็นอีกเวทีหนึ่งในการถกปัญหาที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญ (High Degree of Concern)สมัชชาฯ เองสามารถใช้สิทธิ์ในการอนุมัติข้อมติใดใดด้วยเสียงส่วนมาก “สองในสาม” เพื่อออกฉันทานุมัติให้จัดการกับปัญหานั้นได้ โดยเฉพาะปัญหาที่ไม่สามารถหาข้อยุติในคณะมนตรีความมั่นคงหรือกรณีข้อมติในคณะมนตรีถูกสมาชิกถาวรใช้สิทธิยับยั้ง อันอาจส่งผลให้ปัญหาที่รอการแก้ไขขยายตัวลุกลามจนไม่อาจแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามอำนาจตามสิทธิ์ของสมัชชาฯ เพื่อลงมติใดใดจะยังคงอยู่ในกรอบของบทบัญญัติที่ ๖ เป็นหลัก อำนาจใดใดที่เป็นการใช้มาตรการที่รุนแรงกว่าการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี จะมอบไว้ให้เฉพาะกับคณะมนตรีฯ เท่านั้น

 

“มันต้องมีสันติภาพที่ปราศจากชัยชนะ”

“It must be peace without victory”

ประธานาธิบดี วู้ดโรล วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา: ค.ศ. ๑๙๑๓ - ๑๙๒๑

 

 

บทเรียนที่เคยเกิดขึ้น

            ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพภายใต้อาณัติสหประชาชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสามารถสรุปในภาพกว้างได้เป็น ๓ ลักษณะใหญ่ ได้แก่ปฏิบัติการร่วมหลายชาติ (Multinational Organization/Coalition-Led) ที่มีชาติสมาชิกหรือกลุ่มชาติสมาชิกที่เป็นพันธมิตรแต่ไม่ได้มีพันธะสัญญาใดใดต่อกันเข้าดำเนินการโดยสมัครใจ ใช้ทรัพยากรทางทหาร ระบบบัญชาการและควบคุมรวมทั้งหลักนิยมและแนวความคิดในการปฏิบัติตามแบบชาติสมาชิกผู้นำ (ส่วนใหญ่เป็นประเทศมหาอำนาจทางทหาร) ปฏิบัติการลักษณะนี้ส่วนใหญ่เป็นการใช้กำลังทหารที่มีขีดความสามารถเหมือนกับการสู้รบตามแบบเข้าบีบบังคับให้กลุ่มความขัดแย้ง ประเทศคู่กรณี หรือฝ่ายที่ฝ่าฝืนมติยินยอมที่จะขึ้นโต๊ะเจรจาสันติภาพ ลักษณะที่สองคือปฏิบัติการโดยกลุ่มประเทศในภูมิภาค (Regional Organization-Led) ที่ลงนามร่วมกันในข้อตกลงเข้าดำเนินการ ปฏิบัติการลักษณะนี้เหมือนกับปฏิบัติการร่วมหลายชาติ ต่างกันเพียงเป็นการปฏิบัติตามพันธะสัญญาในข้อตกลงระหว่างประเทศเช่นกลุ่มสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เป็นต้น ลักษณะสุดท้ายคือปฏิบัติการทางทหารโดยสหประชาชาติ (UN-Led) ใช้ทรัพยากรทางทหารของสหประชาชาติ และจากชาติสมาชิกตามข้อตกลง (Status of Mission/Force Agreement: SOMA/SOFA) เข้าดำเนินการ ปฏิบัติการลักษณะสุดท้ายนี้ ส่วนใหญ่เป็นปฏิบัติการรักษาสันติภาพภายใต้บทบัญญัติที่ ๖ ที่กำลังทหารมีขีดความสามารถด้านระบบบัญชาการควบคุมและยุทโธปกรณ์ด้อยกว่าสองลักษณะแรก จากสถิติความขัดแย้งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมาจำนวน ๑๖๐ ครั้ง (สถิติระหว่าง ค.ศ.๑๙๔๕ - ๑๙๗๕) มีการแทรกแซงทางทหารโดยสหประชาชาติถึงร้อยละ ๕๙ โดยเป็นปฏิบัติการเพื่อสันติภาพมากกว่า ๖๐ ภารกิจ บันทึกระบุว่าในช่วงปี ค.ศ.๑๙๔๐-๑๙๘๐ มีจำนวนภารกิจ ๑๘ ภารกิจ ในขณะที่ช่วงปี ๑๙๙๐ – ๒๐๐๐ มีมากถึง ๓๗ ภารกิจ โดย ๑ ใน ๓ ของภารกิจช่วงปี ๑๙๙๐-๒๐๐๐ เป็นภารกิจในทวีปแอฟริกาอันเนื่องจากปัญหาด้านมนุษยธรรมที่มีมากขึ้น และจากปัญหาของกฎบัตรในเรื่องสิทธิการยับยั้งมติดังที่เกริ่นไว้แล้วข้างต้นทำให้การใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงภายใต้ฉันทานุมัติของคณะมนตรีความมั่นคงมีทั้งในแบบที่เป็นกลางไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย (Impartial) กับการลงมติที่แบ่งเป็นฝักฝ่าย (Partial) ประเด็นที่น่าสนใจคือปฏิบัติการเพื่อสันติภาพที่แบ่งฝ่ายกันในคณะมนตรีความมั่นคง จะเป็นการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต สาเหตุหลักคือช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๙๐ เป็นช่วงยุคสงครามเย็น เป็นช่วงของการแบ่งแยกกันทางความคิดและอุดมคติด้านการเมืองเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามนับแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียดเป็นต้นมา การแบ่งแยกกันภายในคณะมนตรีก็ยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะความซับซ้อนในเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การทูต การจับขั้วผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับจีน และระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตก แม้กระทั่งการสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลซึ่งกันและกัน บทเรียนจากตัวอย่างต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎบัตรและข้อมติส่งผลต่อประสิทธิภาพในปฏิบัติการเพื่อสันติภาพของสหประชาชาติอย่างไร

สงครามเกาหลี: การแทรกแซงทางทหารภายใต้บทบัญญัติที่ ๗ ของสหประชาชาติครั้งแรก

สงครามเกาหลีเป็นสมรภูมิความขัดแย้งภายในรัฐครั้งแรกที่ทดสอบประสิทธิภาพของสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง เมื่อคณะมนตรีมีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ ให้เกาหลีเหนือยุติการแผ่ขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์มายังเกาหลีใต้ มูลเหตุการณ์แผ่ขยายอิทธิพลด้วยท่าทีแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือเกิดจากภายหลังการยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นที่ยึดครองดินแดนเกาหลีส่วนบนอยู่ ทำให้โซเวียตสามารถให้การสนับสนุนกลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้เส้นขนานที่ ๓๘ ได้ถูกขีดไว้เพื่อให้แบ่งแยกประเทศเกาหลีเป็นฝ่ายเหนือและใต้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ท่าทีของเกาหลีเหนือบวกด้วยแรงสนับสนุนจากโซเวียตทำให้สงครามเป็นผลต่อเนื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด หลังจากกองทัพเกาหลีเหนือยกกำลังทหารจู่โจมเกาหลีใต้อย่างไม่ทันตั้งตัว สหประชาชาติมีมติเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๕๐ ให้เกาหลีเหนือยุติการใช้กำลังทหารต่อเกาหลีใต้อย่างไม่มีเงื่อนไข เกาหลีเหนือปฏิเสธมติอย่างไม่แยแส ขัดต่อหลักการขั้นพื้นฐานของกฎบัตรในข้อที่ ๕ อย่างชัดเจน คณะมนตรีความมั่นคงจึงมีมติในเวลาต่อมา (ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักของสหรัฐฯ) อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติที่ ๗ ให้ชาติสมาชิกจัดตั้งกองกำลังสหประชาชาติเข้าช่วยเหลือเกาหลีใต้โดยด่วน ประเด็นที่น่าศึกษาคือมติการแทรกแซงทางทหารขนาดใหญ่ครั้งแรกของสหประชาชาติครั้งนี้รอดพ้นการถูกยับยั้งตามเงื่อนไขของกฎบัตรเพราะสหภาพโซเวียตขณะนั้นกำลังคว่ำบาตรไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมกับสมาชิกถาวรชาติอื่นในมนตรี ในขณะเดียวกันฝ่ายคอมมิวนิสต์ “เหมา” ในจีนเพิ่งจะมีชัยชนะเหนือฝ่ายประชาธิปไตย “เจียงไคเช็ค” จึงไม่แสดงสิทธิใดใดในที่ประชุมเหลือเพียงสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสเท่านั้น มติที่ออกมาถึงแม้ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็ไม่มีใครยับยั้ง กองกำลังสหประชาชาติภายในการนำของสหรัฐฯ และชาติสมาชิก ๑๖ ชาติ (รวมทั้งไทย) จึงได้รับฉันทานุมัติสามารถเข้าช่วยเหลือเกาหลีใต้ก่อนที่จะถูกคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือยึดครองประเทศ ความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การนำของสหรัฐฯ และพันธมิตร (US-Led Coalition Operation) เพื่อผลักดันเกาหลีเหนือให้กลับไปหลังเส้นขนานที่ ๓๘ ครั้งนี้ หากวิเคราะห์จากความชอบธรรมแล้ว เป็นผลจากมติสหประชาชาติที่ไม่ถูกยับยั้ง และยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการจะลดอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรเกาหลี หากโซเวียตไม่คว่ำบาตรสหประชาชาติ และลงมติยับยั้งการแทรกแซงทางทหารเสียก่อน สหประชาชาติย่อมขาดความชอบธรรมในการอนุมัติใช้กำลังทหารในทันที ผลตามมาอาจเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างสองขั้วมหาอำนาจพร้อมกับหายนะของประชาชนเกาหลีใต้และการสูญเสียความมั่นคงรอบคาบสมุทรที่จะถูกอิทธิพลของคอมมิวนิสต์คุกคามด้วยกำลังทหารจนอาจขยายตัวเป็นสงครามไปทั่วภูมิภาคในที่สุด อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์จากสภาพการเมืองระหว่างประเทศในอีกมุมหนึ่ง การแทรกแซงทางทหารในเกาหลีอันเนื่องจากมติสหประชาชาติครั้งนี้ ในช่วงท้ายมีมหาอำนาจในคณะมนตรีฯ เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามขึ้นมาอีกประเทศหนึ่งคือจีน สาเหตุเพราะความหวั่นเกรงว่ากองทัพสหรัฐฯ (ในนามของกองกำลังสหประชาชาติ) จะเป็นภัยคุกคามและสร้างผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาวหากยังคงปล่อยให้กองทัพเกาหลีเหนือถูกตีร่นถอยข้ามแนวพรหมแดนของจีนเข้ามา จีนจึงตอบโต้ด้วยกองทัพทหารประชาชนเข้าตีกองกำลังสหรัฐฯ อย่างหนักหน่วง และด้วยจำนวนที่มีมากกว่าสามแสนคน จึงทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องสูญเสียทหารจำนวนมาก สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์เกือบจะมาถึงจุดผกผันเมื่อสหรัฐฯ ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะให้คาบสมุทรเกาหลีกลับเข้าสู่สภาพสมดุลทางการทหารหรือว่าจะจัดการกับจีนอย่างเด็ดขาด และด้วยพันธะกรณีของสหรัฐฯ ต่อคณะมนตรีฯ ที่ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งขยายตัวลุกลามจนส่งผลกระทบถึงความอยู่รอดของสหประชาชาติ สหรัฐฯ จึงไม่คิดที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารด้วยอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapon) ต่อเป้าหมายในจีนเพื่อการแก้แค้น เพราะต่างเกรงผลกระทบต่อกันที่จะตามมาในอนาคต หากประธานาธิบดี “เฮนรี่ ทรูแมน” ตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีจำนวน ๒๖ ลูก ต่อจีนตามข้อเสนอของนายพล “ดั้คลาส แม็คอาร์เธอร์” ที่ต้องการจะยุติสงครามด้วยยุทธวิธีทางทหารแล้ว ชะตากรรมของสหประชาชาติย่อมมีอันต้องสิ้นสุด พร้อมกับการขยายตัวของความขัดแย้งครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดาถึงผลแห่งความสูญเสียต่อมนุษยชาติ

 

 

ภาพแสดงการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคง ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๕๐ ภายใต้บทบัญญัติที่ ๗ ให้ใช้กำลังทหารบังคับเกาหลีเหนือถอนกำลังออกจากเกาหลีใต้ (ให้สังเกตที่นั่งที่ว่างเพราะไม่มีผู้แทนของโซเวียตในที่ประชุม)

สงครามแห่ง “ซีนาย”: การแทรกแซงภายใต้บทบัญญัติที่ ๖ และบทเรียนของสันติภาพที่ไม่มีให้รักษา (Withdrawal of Consent)

                ตัวอย่างที่สองเป็นบทบาทของสหประชาชาติในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ในปี ค.ศ.๑๙๕๖  สภาวการณ์ทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนั้นเต็มไปด้วยศักย์แห่งความขัดแย้ง พร้อมจะระเบิดเป็นสงครามได้ตลอดเวลา เมื่ออียิปต์ได้ผู้นำคนใหม่ ประธานาธิบดี “นาสเซอร์” หัวชาตินิยมซ้ายจัด มีแนวคิดต่อต้านการเป็นรัฐของอิสราเอลอย่างรุนแรง พร้อมกับการประกาศปิดล้อมอ่าว “ไทราน” ทางออกทะเลแดงทิศใต้เพียงเส้นทางเดียวของอิสราเอล ขณะเดียวกับที่กลุ่มประเทศอาหรับกำลังมีท่าทีต่อต้านการดำรงอยู่เป็นรัฐของอิสราเอลอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน โซเวียตขณะนั้นให้การสนับสนุนอาวุธกับอียิปต์ ส่วนสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอิสราเอล ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อมกำลังทางทหารขั้นสูงสุด เมื่ออียิปต์ยึดคลอง “ซูเอซ” คืนในเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๙๕๖ สงครามแห่งตะวันออกกลางก็ระเบิดขึ้นทันที ฝรั่งเศส อังกฤษ ใช้ปฏิบัติการทางทหารยึดเพื่อคลอง “ซูเอซ” คืน ในขณะที่อิสราเอลบุกอียิปต์จากทางตะวันออกสามารถยึดครองดินแดนบางส่วนในฝั่งทะเลทราย “ซีนาย” ไว้ได้ สถานการณ์ผ่อนคลายลงเมื่อสหรัฐฯ และโซเวียต ออกมากดดันให้มีการถอนทหารออกจากอียิปต์อย่างไม่มีเงื่อนไข ฝรั่งเศส และอังกฤษนั้นปฏิบัติตามในทันที ขณะที่อิสราเอลยังมีท่าทีไม่ยินยอม คณะมนตรีความมั่นคงจัดการประชุมด่วน เพื่อให้ดำเนินมาตรการใดมาตรการหนึ่งต่ออิสราเอล ที่ประชุมมาถึงทางตันเมื่ออังกฤษ และฝรั่งเศสใช้สิทธิยับยั้งมติ ทำให้คณะมนตรีไม่มีทางเลือกอีกต่อไป เลขาธิการสหประชาชาติขณะนั้น ฯพณฯ “แด็ค ฮัมมาโจชส์” จึงอาศัยอำนาจของสมัชชาสหประชาชาติตามบทบัญญัติที่ ๖ ลงมติจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพเพื่อดูแลเขตกันชน (Buffer zone) ที่กำหนดขึ้นระหว่างแนวกำลังทหารของอิสราเอลและอียิปต์ในเขตทะเลทราย “ซีนาย” ดินแดนของอียิปต์ เพราะอิสราเอลปฏิเสธที่จะให้มีกองกำลังต่างชาติในเขตแดนของตน กองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า The UN Emergency Force (UNEF) ถือเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพที่ติดอาวุธและมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้เป็นกองกำลังแรก ภารกิจดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติเพราะทำให้เกิดบทเรียนสำคัญที่นำมาพัฒนาเป็นหลักนิยมในเวลาต่อมา

ภายหลังที่ UNEF เข้าสู่พื้นที่ใน “ซีนาย” แล้ว อียิปต์มีท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการของ UNEF อย่างเต็มที่เพราะตนเองเป็นฝ่ายสูญเสียดินแดนดังกล่าวให้แก่อิสราเอล การเข้ามาของ UNEF จึงเหมือนเป็นการช่วยให้อียิปต์มีข้ออ้างที่จะใช้สิทธิ์ทวงดินแดนดังกล่าวคืนได้ในภายหลัง ปฏิบัติการของ UNEF เกิดขึ้นได้เพราะมีความยินยอมพร้อมใจ (Consent) จากทั้งสองฝ่าย นอกจากนั้น UNEF ต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อสร้างความสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศให้เกิดขึ้น แล้วจึงตามด้วยการลดกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายลง อย่างไรก็ตามเมื่อกลุ่มประเทศอาหรับกล่าวโจมตีอียิปต์ว่าหลบอยู่ข้างหลังสหประชาชาติ ไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากับอิสราเอล อียิปต์จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับประเทศอาหรับเพื่อต่อสู้กับอิสราเอลอีกครั้ง ความตึงเครียดมีท่าทีที่จะขยายตัวไปสู่สงครามอีกครั้งเมื่อมีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารเข้าเผชิญหน้ากันโดยเฉพาะชายแดนฝั่งตะวันออกกับประเทศซีเรีย ในที่สุด UNEF ต้องถูกผู้นำอียิปต์ประธานาธิบดี “นาสเซอร์” บังคับให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ในปี ค.ศ.๑๙๖๗ ความตึงเครียดดังกล่าวนำไปสู่การโจมตีของอิสราเอลในสงครามหกวันในที่สุด ถึงแม้ UNEF จะเข้าไปปฏิบัติภารกิจได้เพียงห้วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ทำให้สหประชาชาติได้เรียนรู้จากบทเรียนว่าปฏิบัติการรักษาสันติภาพจะต้องยึดถือหลักการของ “ความยินยอมพร้อมใจ: Consent” และความไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด: Impartiality ซึ่งได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ใช้เป็นข้อพิจารณาของคณะมนตรีฯ และสมัชชาสหประชาชาติในการอนุมัติให้ใช้กำลังทหารของสหประชาชาติเข้าไปรักษาสันติภาพก่อนทุกครั้ง ความยินยอมพร้อมใจมาจากการดำเนินมาตรการทางยุทธศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างประกอบกันเช่นมาตรการทางการทูต มาตรการทางเศรษฐกิจ หรือมาตรการทางข้อมูลข่าวสาร การขาดซึ่งความยินยอมพร้อมใจย่อมไม่สามารถทำให้สหประชาชาติส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพได้ สรุปได้อีกนัยหนึ่งคือ “หากไม่มีสันติภาพให้รักษาแล้วปฏิบัติการรักษาสันติภาพย่อมเกิดขึ้นไม่ได้”

 

 

ภาพแสดงการประชุมของผู้แทนสมัชชาสหประชาชาติ เพื่อลงมติจัดตั้งกองกำลังสหประชาชาติ (UNEF)

เข้าปฏิบัติการรักษาสันติภาพในซีนาย

 

ติมอร์ตะวันออก: ความสำเร็จของปฏิบัติการเพื่อสันติภาพภายใต้บทบัญญัติที่ ๖, ๗ และ ๘

                ติมอร์ตะวันออกถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมากกรณีหนึ่งในเรื่องผลสำเร็จของการใช้ข้อมติเข้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐได้อย่างเหมาะสม ความสำเร็จดังกล่าวมีแง่มุมให้วิเคราะห์ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี พื้นฐานของปัญหาเกิดขึ้นจากที่ภายหลังสหประชาชาติจัดให้มีการลงประชามติของชาวติมอร์ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๙๙ ชาวติมอร์มีมติอย่างท่วมท้นที่ต้องการจะเป็นเอกราชจากประเทศอินโดนีเซีย เหตุการณ์ความไม่สงบโดยกลุ่มติดอาวุธต่อต้านการเป็นเอกราชได้เกิดขึ้นในทันที ผลที่เกิดคือชีวิตของประชาชนชาวติมอร์ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญสิ้นไปอย่างไม่จำเป็น ภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่โหดร้ายได้ปรากฏต่อสื่อต่าง ๆ ไปทั่วโลก สั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาค สมัชชาสหประชาชาติลงมติเรียกร้องให้ยุติการเข่นฆ่าผู้คนในทันที สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและยกเลิกการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่ออินโดนีเซียชั่วคราว เพื่อกดดันให้กลุ่มติดอาวุธที่เชื่อกันว่ารัฐบาล “จาการ์ตา” ให้การสนับสนุน ล้มเลิกการใช้ความรุนแรง ขณะเดียวกันคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีข้อมติที่ ๑๒๖๔ ด้วยเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ให้จัดตั้งกองกำลังนานาชาติ เพื่อนำสันติภาพและเสถียรภาพกลับคืนสู่ติมอร์โดยเร็วที่สุด ภายใต้บทบัญญัติที่ ๘ กองกำลังผสมนานาชาตินำโดย พลโท “ปีเตอร์ คอสโกรฟ” แห่งกองทัพบกออสเตรเลีย กับทหารจากชาติพันธมิตรในภูมิภาคต่าง ๆ ๑๖ ประเทศ (รวมประเทศไทย) ภายใต้ชื่อ INTERFET: International Force in East Timor ปฏิบัติการของ INTERFET อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติที่ ๗ เข้าแทรกแซง กดดันให้กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านการเป็นเอกราชออกนอกเขตติมอร์ ปฏิบัติการทางทหารได้รับความร่วมมือด้วยดี ถึงแม้จะมีการต่อต้านจากกลุ่มติดอาวุธบริเวณชายแดนทางใต้ในช่วงแรก แต่ด้วยความร่วมมือจากรัฐบาลอินโดนีเซียที่ได้รับแรงกดดันทั้งจากมาตรการทางการทูต และเศรษฐกิจ ทำให้สถานการณ์เข้าสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง ๕ เดือน INTERFET ส่งต่ออำนาจการดูแลพื้นที่ให้กับ UNTAET: United Nations Transitional Administration in East Timor กองกำลังสหประชาชาติภายใต้บทบัญญัติที่ ๖ เข้าปฏิบัติภารกิจการรักษาสันติภาพ การดูแล และบริหารงานภาคพลเรือนชั่วคราว, การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม, การบูรณะและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือในการร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่ติมอร์ตะวันออกพร้อมจะประกาศเอกราชเป็นประเทศใหม่ ความสำเร็จในแง่ยุทธศาสตร์ของกองกำลังทั้งสองนั้นเป็นเพราะคณะมนตรีความมั่นคงมีข้อมติที่เป็นเอกฉันท์ ไม่มีประเทศสมาชิกถาวรใดใช้สิทธิ์ยับยั้ง เนื่องจากติมอร์ตะวันออกเป็นพื้นที่ที่ปราศจากอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคง มีประเทศออสเตรเลียเท่านั้นที่ถือว่าเป็นพันธมิตรของประเทศตะวันตกที่ได้รับผลกระทบด้านความมั่นคงมากที่สุด นอกเหนือจากเหตุผลด้านมนุษยธรรมแล้ว อาณาเขตและผลประโยชน์ทางทะเลแล้ว ยังมีปัญหาผู้อพยพทางเรือจากอินโดนีเซียที่ทำให้ออสเตรเลียจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ทำให้ทั้งกองกำลัง INTERFET และ UNTAET มีขีดความสามารถทางทหารอย่างเพียงพอที่กดดันกลุ่มติดอาวุธ และกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไข นอกจากนี้ชาติพันธมิตรที่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมได้ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือภารกิจในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออกจึงประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว หากมองในแง่ยุทธศาสตร์แล้วข้อมติที่ปราศจากการเมืองบนเวทีคณะมนตรีฯ และพันธมิตรทางทหาร (Coalition of Willing) ที่ให้การตอบสนองอย่างทันท่วงที มีชาตินำที่มีขีดความสามารถอย่างเพียงพอเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในแง่ยุทธวิธีแล้ว กลุ่มประเทศพันธมิตรที่ส่งทหารเข้าร่วมโดยเฉพาะจากภูมิภาคเดียวกัน ต่างเป็นประเทศที่อินโดนีเซียให้การยอมรับและเชื้อเชิญให้เข้าร่วม (รวมทั้งประเทศไทย) มีส่วนช่วยเอื้ออำนวยให้บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศดีขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังลดข้อกังขาเกี่ยวกับความพยายามเข้ามามีอิทธิพลของประเทศออสเตรเลีย เพราะเป็นที่ทราบดีว่าอินโดนีเซีย และออสเตรเลียมีข้อขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ มาโดยตลอด ประเด็นสำคัญคือวิธีการปฏิบัติ (Approach) ที่เป็นแบบฉบับของคนเอเชียด้วยกัน (Asian ways) มีส่วนสำคัญช่วยสร้างสภาพแวดล้อมของความปรองดองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคนกล่าวว่าทหารไทยทำให้ชาวติมอร์สามารถร้องเพลงรำวงวันลอยกระทงได้ คนติมอร์ไว้เนื้อเชื่อใจและรักทหารไทยมากกว่าชาติใดใด นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของเราที่เป็นชนชาติที่มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม โอบอ้อมอารี เอื้ออำนวยต่อการสร้างสันติภาพ แม้กระทั่งประเทศตะวันตกเองต่างสนใจวิธีการที่เราใช้ นำไปพัฒนาเป็นหลักนิยมปฏิบัติการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพของหลายประเทศ พลโท “เคน กิเลสปี” รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดออสเตรเลียเคยกล่าวในพิธีเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารอากาศไทยว่า “วิธีการปฏิบัติของทหารไทยในติมอร์ฉลาดมาก: Thai Battalion in East Timor was very clever” และหากจะสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสถานการณ์ในติมอร์ตะวันออกได้ถูกนำไปพัฒนาเป็นแบบจำลองของการฝึกร่วม/ผสมทางทหาร ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ของหลายประเทศ รวมทั้งสถานการณ์การฝึกในคอบราโกลด์ด้วย

 

 

 

ภาพแสดงทหารสหประชาชาติ UNTAET ขณะปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก

ผลสำเร็จของภารกิจส่วนหนึ่งเกิดจากไมตรีจิตที่เป็นมิตร เข้ากันได้กับประชาชนท้องถิ่น

ทำให้ทหารสหประชาชาติได้รับการยอมรับ

 

 

 

 

 

“In the twenty-first century I believe the mission of the United Nations will be defined by a new, more profound, awareness of the sanctity and dignity of every human life, regardless of race or religion.”

 

“ในศตวรรษที่ ๒๑ ผมเชื่อมั่นว่าภารกิจของสหประชาชาติ จะถูกนิยามใหม่ให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตระหนักในสิทธิ และศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ทุกผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยปราศจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา   ”

 

นายโคฟี  อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ

 

 

แนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

                ปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้งระหว่างรัฐ และภายในรัฐหลายจุดทั่วโลกที่มีโอกาสลุกลามไปสู่การใช้กำลังทหารต่อกันทั้งการใช้กำลังทหารตามแบบ หรือการใช้กำลังโดยกลุ่มติดอาวุธภายในประเทศตนเอง อย่างน้อยที่สุด ๔ ภูมิภาคที่ยังมีระดับของศักย์แห่งความขัดแย้งสูงได้แก่ ภูมิภาคแอฟริกา, คาบสมุทรเกาหลี, ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานี่เอง เมื่อศักย์แห่งความขัดแย้งดังกล่าวลุกลามอาจทำให้องค์การสหประชาชาติจำเป็นต้องมีข้อมติให้มีการแทรกแซงทางทหาร ที่ใกล้ตัวประเทศไทยที่สุดคือปัญหาประชาธิปไตยในประเทศพม่า สหประชาชาติ และประเทศตะวันตกต่างใช้มาตรการต่าง ๆ ออกมากดดันให้รัฐบาลทหารพม่าพัฒนาระบอบการปกครองให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อมายาวนานทั้งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลทหารพม่าเท่าที่ควรจะเป็น ประเด็นสำคัญที่ยังคงเป็นเงื่อนไขของปัญหาคือการกักตัวนาง “อองซาน ซูจี” สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยในพม่า สหประชาชาติและประชาคมโลกต่างเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนางซูจีโดยเร็วที่สุด แต่กลับได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทหารอย่างเย็นชา เหมือนไม่แยแสต่อการต่อต้านใดใด แรงกดดันทั้งมวลกลับมาลงอยู่ที่กลุ่มความร่วมมือในประชาคม ASEAN ที่มีพม่าเป็นสมาชิก บางประเทศในประชาคมถึงกลับเสนอให้ปรับเปลี่ยนข้อตกลงให้ ASEAN สามารถที่จะยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศสมาชิกได้หากจำเป็น อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในอนาคตหากมีการลงมติใดใดจากสหประชาชาติต่อพม่าแล้ว มติที่เกี่ยวกับการแทรกแซง การคว่ำบาตร หรือการปิดกั้นจะได้รับการยับยั้งโดยจีนอย่างแน่นอน เนื่องโดยเพราะจีนมองพม่าเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ให้เป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ทั้งยังเป็นการคัดคานการแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจเพื่อการปิดกั้นจีนจากสหรัฐ ฯ อีกด้วย หากมองประเทศไทยในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีพรหมแดนติดกับพม่า และยังเป็นเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องมาโดยตลอด น่าจะมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงกดดันจากทั้งประชาคมโลก และสมาชิกประชาคม ASEAN ให้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของพม่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไทยต้องเลือกและอาจต้องแลกมาด้วยความน่าเชื่อถือจากประชาคมโลก หรือการอยู่ร่วมกันกับพม่าในอนาคต

อีกด้านหนึ่งคือปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศอินโดนีเซียทั้งกรณีที่ยังคงมีปัญหาค้างคาอยู่คือ “อาเจะห์” และปัญหาที่กำลังมีท่าทีจะลุกลามเป็นความขัดแย้งกับประเทศออสเตรเลียคือ “ปาปัวตะวันตก” ส่วนกรณีที่ชัดเจนล่าสุดเห็นจะเป็นความขัดแย้งภายในติมอร์ตะวันออก ประเทศเกิดใหม่ที่ยังคงมีความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ความขัดแย้งที่ตามมาด้วยการส่งกองกำลังทหารต่างชาติเข้าไปช่วยระงับความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ๔๙ ที่ผ่านมา โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกองกำลังของนายกรัฐมนตรี “มารี อัลคาทิรี” และประธานาธิบดี “ซานานา กุสมา” นำมาซึ่งสภาพใกล้เคียงกับสงครามกลางเมือง ออสเตรเลียคือกองกำลังทหารประเทศแรกที่เข้าไปช่วยรักษาสันติภาพได้ทันเวลาก่อนที่จะไม่มีสันติภาพหลงเหลือ ถึงแม้สถานการณ์จะดูเหมือนว่าลงเอยด้วยดีจากการประกาศลาออกของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประธานาธิบดียังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ แต่สภาพความไร้เสถียรภาพจะยังคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยที่สุดจนกลุ่มอำนาจเก่าของนายกรัฐมนตรี “อัลคาทิรี” จะหมดไป และนั่นหมายถึงสหประชาชาติอาจจำเป็นต้องมีข้อมติ เพื่อให้ประเทศสมาชิกในภูมิภาค (รวมทั้งประเทศไทย) ดำเนินมาตรการใด มาตรการหนึ่งในอนาคต ก่อนที่ความขัดแย้งภายในติมอร์ตะวันออกจะลุกลามจนสั่นคลอนเสถียรภาพของภูมิภาคในที่สุด

                สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐหรือกลุ่มรัฐ ในพื้นที่อื่น ๆ ถึงแม้อาจถูกมองว่าน่าจะสามารถไกล่เกลี่ยหรือแก้ไขได้ในแบบนานาชาติ (Multinational Approach) โดยวิถีทางการทูต สหประชาชาติอาจมีข้อมติในการเข้าไปสังเกตการณ์ และตรวจสอบ แต่ก็ยังคงติดขัดกระบวนการทางการทูต การเจรจา และความยินยอมพร้อมใจ ที่สำคัญพลังทางการเมืองภายในของประเทศที่มีปัญหาเองก็มักจะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีปัญหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการทดลองยิงจรวดของเกาหลีเหนือ ที่สั่นคลอนความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี รวมไปถึงสหรัฐฯ เองที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามตามแบบต่อแผ่นดินแม่ของตนเองอันดับหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อมานานเป็นเวลากว่า ๑๓ ปี และมีความพยายามตลอดมาที่จะใช้การเจรจาทางการทูตผ่าน ๖ ชาติที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับปัญหา (สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ) ส่วนหนึ่งของปัญหาชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันภายในของเกาหลีเหนือเองจากความยากจน และอดอยากของประชาชนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อท่านผู้นำ “ประธานาธิบดี คิม จอง อิล” ที่ต้องการรักษาระบอบอำนาจการปกครองของตนเองไว้ให้นานที่สุด อีกส่วนมาจากแรงกดดันของนานาชาติที่ต้องการให้เปียงยางล้มเลิกการพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ไพ่ใบสุดท้ายของ “คิม” ที่เหลือมีเพียงการพัฒนาตัวส่ง (Platform) ให้มีรัศมีทำการไปได้ถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของสหรัฐ ฯ ถึงแม้นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์อาจมองว่าการทดลองยิงจรวด “เทโปดอง ๒” ซึ่งมีรัศมีทำการครอบคลุมถึงญี่ปุ่น ฮาวาย และอะลาสกา เป็นเพียงความพยายามเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติ ในการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตรึงเครียดจนเกิดการแทรกแซงหรือการใช้กำลังทางทหารจากภายนอกไปกระทบชิ่งปัญหาภายใน เพื่อให้ระบอบการปกครองของ “คิม” ยังมีความชอบธรรมที่จะคงอยู่ต่อไป ทว่าหายนะที่พอมองเห็นคงมิใช่เพียงในแง่การทูต และการทหารเท่านั้น แต่อาจมีหายนะทางมนุษยธรรมที่ผู้คนบริสุทธิ์ในเกาหลีเหนือต้องมาล้มตายจากความอดอยากรวมอยู่ด้วย เท่านี้ก็พอที่จะมองเห็นบทบาทที่สหประชาชาติอาจจะต้องมีส่วนในการไกล่เกลี่ย หรือหามาตรการต่างๆ ทั้งด้วยการทูต หรือกดดันให้เกิดสันติภาพได้ ส่วนที่หนักหนาที่สุดคงไม่ใช่ตัวปัญหาคือ “เกาหลีเหนือ” เอง แต่เป็นกลุ่มคณะมนตรีความมั่นคงเองที่ถ้ายังคงใช้สหประชาชาติเป็นเครื่องมือเพื่อเล่นเกมผลประโยชน์แห่งชาติของตนอยู่ (เป็นที่รู้กันดีว่าจีนจะยับยั้งข้อเสนอของญี่ปุ่นที่จะให้มีมติการปิดกั้นทางเศรษฐกิจ เพราะจีนจะต้องแบกรับภาระผู้อพยพจากเกาหลีเหนือนับหมื่นคนหากเกิดสภาวะอดอยาก ส่วนรัสเซียซึ่งดูเหมือนจะมีผลกระทบน้อยกว่าเพื่อนจึงน่าที่จะงดออกเสียง เพราะความไม่มั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี จะทำให้รัสเซียได้ประโยชน์ในเชิงการสกัดกั้นอิทธิพลของสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่จะพุ่งสูงขึ้น) ย่อมไม่มีโอกาสที่จะมีข้อมติหรือฉันทานุมัติใดใดที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ในทำนองเดียวกันกรณี ปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างยิวกับปาเลสไตน์ และเลบานอนในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุด (กรกฎาคม ๔๙ ที่ผ่านมา) ถือได้ว่าเป็นอีกกรณีหนึ่งของความล้มเหลวทางการทูตบทเวทีสหประชาชาติ มูลเหตุมาจากการจับตัวทหารอิสราเอลไปเป็นตัวประกัน ๑ นาย โดยกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ และการจับตัวทหารอิสราเอล ๒ นาย โดยกลุ่มติดอาวุธของเลบานอน “ฮิซบอลเลาะห์” อิสราเอลนั้นดำเนินมาตรการทางทหารตอบโต้ทั้งการใช้กำลังทางอากาศ ปฏิบัติการโจมตีทางยุทธศาสตร์ต่อกลุ่ม “ฮิสบอลเลาะห์” ในเลบานอน การใช้กำลังทหารราบสนับสนุนด้วยหน่วยยานเกราะกับเฮลิคอปเตอร์กันชิพ ขยายปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ในประเทศเลบานอน ทำให้มีคนบริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตจำนวนมาก และยังมีแผนที่จะเดินทัพลึกเข้าไปในดินแดนฉนวนกาซา และในเลบานอนอีกหลายกิโลเมตร สถานการณ์ทำท่าจะลุกลามจนกลายเป็นสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้งหนึ่ง คณะมนตรีความมั่นคงเองได้ร่างญัตติว่าด้วยความต้องการให้อิสราเอลถอนทหารออกจากกาซา และยุติการโจมตีเลบานอนในทันที รวมทั้งให้มีการปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุม และยังเรียกร้องให้อิสราเอลยึดมั่นในสนธิสัญญาเจนีวา ว่าด้วยการปกป้องพลเรือนในภาวะสงครามอย่างเคร่งครัด แต่ญัตติดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะถูกขัดขวางจากสหรัฐ ฯ เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นญัตติที่ไม่เท่าเทียม เพราะไม่ระบุปัญหาการยิงจรวดใส่ดินแดนอิสราเอล รวมทั้งการลักพาตัวทหารอิสราเอลโดยกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ และฮิสบอลเลาะห์ ถึงแม้สหประชาชาติจะจัดให้มีการเจรจาทางการทูตผ่านการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๔๙ ที่ผ่านมา แต่ที่ประชุมกลับไม่มีข้อมติใดใดในทางสร้างสรรค์เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนอกเสียจากการกล่าวหากันจากเอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายการหารือนอกรอบจากการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม ๗ ชาติ และรัสเซีย ที่นคร “เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก” เมื่อ  ๑๕ กรกฎาคม ก็ไม่มีเค้าว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาใดใดออกมาหลังจากที่ฝรั่งเศสออกมาโจมตีอิสราเอลว่าดำเนินการรุนแรงเกินความจำเป็น ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยึดถือว่าอิสราเอลมีสิทธิตอบโต้การถูกโจมตีครั้งนี้ และปฏิเสธคำขอของนาย “ฟาวอัด ซีนิโอร่า” นายกรัฐมนตรีเลบานอน ที่อยากให้สหรัฐฯ ใช้อิทธิพลบีบอิสราเอลหยุดยิง ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วสหประชาชาติไม่สามารถมีมติภายใต้บริบทในบทบัญญัติที่ ๗ ได้ เพราะปัญหาการเมืองระหว่างประเทศบนเวทีคณะมนตรีดังกล่าว แต่ก็ได้มีความยินยอมพร้อมใจจากทั้งรัฐบาลอิสราเอล และรัฐบาลเลบานอน ที่จะให้มีกองกำลังรักษาสันติภาพชั่วคราวในเลบานอน (UNIFIL: United Nations Interim Force in Lebanon) มีกำลังพลอย่างน้อย ๑๕,๐๐๐ นาย ในเขตแดนตอนเหนือของเลบานอนอันเป็นที่ตั้งสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และด้วยอิทธิพลของสหรัฐ ฯ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยไม่ต้องการให้มีกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงที่ไม่ยอมรับการคงอยู่ของอิสราเอลมีอิทธิพลในรัฐเลบานอนอีกต่อไป กองกำลัง UNIFIL จึงเป็นกองกำลังที่ได้รับฉันทานุมัติให้มีขีดความสามารถด้านการทหารมากกว่ากองกำลังรักษาสันติภาพทั่วไป UNIFIL จะเป็นมิติใหม่ของปฏิบัติการทางทหารของสหประชาชาติที่ไม่สามารถใช้บทบัญญัติที่ ๗ เข้าแทรกแซง แต่จะมีระดับความสามารถในการปฏิบัติการภายใต้กฎการใช้กำลังที่มากกว่าการป้องกันตนเอง (ผู้เขียนอยากใช้ว่าปฏิบัติการเพื่อสันติภาพภายใต้บทบัญญัติที่ ๖ ครึ่ง)

นอกจากปัญหายิว ปาเลสไตน์ และเลบานอนที่อาจยืดเยื้อ ทำให้คณะมนตรี ฯ มีมติออกมาจัดการกับปัญหาแล้ว ยังมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งทางกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ออกโรงช่วยลดศักย์ของความขัดแย้งลงได้ในระดับหนึ่ง โดยการเสนอโครงการความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้อิหร่านสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ตามแนวทางสันติต่อไป ถึงแม้แนวทางของสมาชิกมนตรีรวมกับประเทศเยอรมัน จะเน้นการแก้ปัญหาด้วยมาตรการทางการทูต และการปิดกั้นทางเศรษฐกิจ แต่ท่าทีอันแข็งกร้าวของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาบนเวทีสหประชาชาติอยู่ต่อไป

ในส่วนของภูมิภาคแอฟริกาเอง ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยปราศจากปัญหา ยังคงมีแนวโน้มของความขัดแย้งครุกกรุ่นในหลายพื้นที่ แคว้น “ดาฟูร์” ประเทศซูดาน คือจุดทดสอบความมีประสิทธิภาพของสหประชาชาติในการใช้กลไกของข้อมติแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด ความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างอาหรับแอฟริกันกับมุสลิมแอฟริกัน นำมาซึ่งหายนะทางมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของแอฟริกา ปฏิบัติการรักษาสันติภาพยังคงไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเพราะการขาดซึ่งความยินยอมพร้อมใจ และเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลซูดานเองที่จะแก้ไขปัญหา อีกส่วนคือขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเพียงพอจากประเทศสมาชิก และประเทศมหาอำนาจ อีกส่วนหนึ่งเพราะความไร้ประสิทธิภาพของสันนิบาตแห่งชาติอาหรับเองที่ไม่สามารถดำเนินมาตรการใดใดให้ภูมิภาคของตนเองมีเสถียรภาพมากขึ้น อีกหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกาที่ความอดอยากหิวโหยจากภัยธรรมชาติยังคงเป็นปัญหาด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดของสหประชาชาติ ไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ และมาตรการระยะยาวใดใดนอกจากความช่วยเหลือเฉพาะหน้าต่อผู้อดอยากหิวโหยให้มีชีวิตต่อไป มีคนพูดอย่างติดตลกว่า หากมีปัญหาทางมนุษยธรรมในแอฟริกาเกิดขึ้นคราวหน้า สหประชาชาติควรจะจัด “ร็อกคอนเสริต” เพื่อระดมทุนให้ได้เหมือนกับที่ศิลปินร็อกของอังกฤษจัด จะได้เงินสนับสนุนมากกว่าที่ชาติสมาชิกผู้ร่ำรวยลงขันด้วยเศษเสี้ยวเงินงบประมาณของตนเองเสียอีก ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นมิได้จำกัดอยู่แต่ในทวีปแอฟริกาเท่านั้น ในหลายภูมิภาคของโลกทั้งที่มีรายงาน และไม่มีรายงานยังคงพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติต่อไป มีผู้ประเมินว่าประชากรหนึ่งในสามของโลกยังคงอยู่ในสภาพของการถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีอยู่ อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าวมักมีบ่อเกิดจากการขาดความมั่นคงปลอดภัยอันเนื่องจากภัยของความขัดแย้งในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งกลไกของสหประชาชาติที่มีอยู่ก็ได้พยายามที่จะสนองตอบต่อปัญหาอย่างดีที่สุด และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีความพยายามในการจัดตั้งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคม ๔๙ ที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นหน่วยงานใหม่แทนสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ถูกยุบไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ประสบปัญหาความน่าเชื่อถือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะมีบางประเทศที่มีสถิติการละมิดสิทธิมนุษยชนที่เลวร้าย แต่กลับใช้ตำแหน่งในการเป็นสมาชิกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ปกป้องประเทศของตนจากการถูกประณามเรื่องสิทธิมนุษยชน

บทสรุป

ประสิทธิภาพของสหประชาชาติในเรื่องข้อมติและปฏิบัติการทางทหารภายใต้อาณัติ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นด้วยกลไกขององค์กรด้านมนุษยธรรมใหม่ ที่จะช่วยตอบสนองต่อปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติศาสนาภายในรัฐที่เกิดผลกระทบทางมนุษยธรรมได้ดีมากขึ้น แต่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะยังจำกัดขอบเขตอยู่ภายใต้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพภายใต้สัญลักษณ์ทหารหมวกฟ้า (หมายถึงปฏิบัติการทางทหารภายใต้การบัญชาการและควบคุมจากสหประชาชาติ) เพื่อการตรวจสอบ และไกล่เกลี่ย มากกว่าการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงเพื่อการกดดันหรือบีบบังคับ ปฏิบัติการรักษาสันติภาพจะไร้ซึ่งความหมายหากขาดซึ่งระดับของความมั่นคงปลอดภัย และความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณี เพราะ “ไม่มีสันติภาพให้รักษา” ส่วนปฏิบัติการทหารเพื่อการกดดันหรือบีบบังคับสหประชาชาติยังคงต้องอาศัยกลไกของคณะมนตรีความมั่นคงที่จะมอบอำนาจให้ประเทศที่มีศักยภาพทางทหารเข้าช่วยเหลือดำเนินการต่อไป และส่วนใหญ่คงไม่พ้นสมาชิกที่เป็นประเทศมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคงเอง ทั้งนี้เพราะการใช้กำลังทหารที่ไม่แตกต่างกับการรบในสงครามต้องใช้ทรัพยากรทางทหารที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับการรบในสงครามอาทิ ระบบบัญชาการและควบคุม ยุทโธปกรณ์ แนวความคิด และหลักนิยม จึงเป็นความจำเป็นที่สหประชาชาติต้องมอบอำนาจภายใต้ข้อมติ ให้ประเทศ, กลุ่มประเทศ หรือองค์กรที่มีศักยภาพเหล่านั้นเข้าบัญชาการและควบคุมแทน ดังที่สถานการณ์การฝึกปัญหาที่บังคับการของคอบบราโกลด์ ๐๖ กำหนดให้ภาคแรกเป็นการใช้กำลังจากกลุ่มพันธมิตรทางทหาร เมื่อมีระดับของความมั่นคงปลอดภัย และความยินยอมพร้อมใจอย่างเพียงพอแล้ว จึงปรับเป็นการฝึกในภาคที่สอง ซึ่งเป็นปฏิบัติการของทหารหมวกฟ้า ปฏิบัติการทางทหารทั้งสองภาคอยู่ภายใต้อาณัติของสหประชาชาติโดยมีข้อมติเป็นตัวกำหนดภารกิจ และสภาวะสุดท้ายทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการ อย่างไรก็ตามความแตกต่างของปฏิบัติการทางทหารทั้งสองภาคมิได้มีเพียงในแง่การบัญชาการควบคุม ยุทโธปกรณ์ แนวความคิด และหลักนิยมเท่านั้น แต่ยังมีการวางแผน และการเข้ามาเกี่ยวข้องขององค์กรภาคต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดฝ่ายอำนวยการเพื่ออำนวยการ ประสานงานในลักษณะที่แตกต่างจากการจัดฝ่ายอำนวยการทางทหารทั่วไป ขั้นตอนในการวางแผนก็มีความแตกต่างกันในเชิงความเกี่ยวข้องจากปัจจัยในระดับยุทธศาสตร์ และการกำหนดหนทางปฏิบัติ การวางแผนในภาคการบีบบังคับนั้นคณะฝ่ายเสนาธิการร่วม/ผสม สามารถนำเสนอหนทางปฏิบัติที่ต้องการกระทำต่อฝ่ายตรงข้ามในลักษณะการเข้าจากทิศทางต่าง ๆ (Maneuver) เพื่อผลกระทบในแง่การใช้กำลังรบร่วมที่แตกต่างกันออกไป แต่ในภาคของการรักษาสันติภาพนั้น กองกำลังสหประชาชาติดูเหมือนจะมีทางเลือกเดียว คือการเข้าไปในพื้นที่ ที่ถูกจัดไว้ตามข้อตกลงแล้วว่าเป็นพื้นที่ปลอดจากทหารของทั้งสองฝ่าย เพื่อเฝ้าดูแล และตรวจสอบให้เป็นไปตามพันธะสัญญา รวมทั้งการอำนวยการให้องค์กรภาคต่าง ๆ เข้าไปปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้อง เช่นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม (Humanitarian Assistance) การกำกับให้ลดความเคลื่อนไหวในกิจการรมทางทหาร, การปลดอาวุธ, การจัดให้ทหารท้องถิ่นกลับคืนสู่สภาพปกติของสังคม (Disarmament, De-mobilization and Reintegration: DDR) หรือกระทั่งการสนับสนุนการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อมุ่งให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว ภารกิจในภาคการรักษาสันติภาพดังที่กล่าวมานี้ถึงแม้จะมีการแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจ รวมทั้งประสานงานกับภาคองค์กรอื่น ๆ แต่ด้วยธรรมชาติของภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการทางการทูต และการความร่วมมือในระดับยุทธศาสตร์จากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้แทนเลขานุการสหประชาชาติ (Special Representative of Secretary General: SRSG) เข้ามาเป็นหัวหน้าภารกิจ (Head of Mission: HoM) แตกต่างจากภาคการบีบบังคับที่มีผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจร่วม/ผสม เพียงผู้เดียวเป็นผู้บังคับบัญชาทางทหารสูงสุด ในบทความต่อไป ผู้เขียนจะอาศัยประสบการณ์จากการเข้าร่วมการฝึกปัญหาที่บังคับการของกองกำลังสหประชาชาติ ในการฝึกร่วม/ผสมคอบบราโกลด์ ๐๖ และการฝึกพิราบจาบิรู ๐๖ กล่าวถึงรายละเอียดแนวความคิดในการวางแผน ประสานงาน และการอำนวยการของฝ่ายเสนาธิการด้านต่าง ๆ ในระดับยุทธการของกองกำลังสหประชาชาติ เพื่อให้ผู้ที่อาจมีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติงานในกองกำลังสหประชาชาติในอนาคตมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนยินดีรับฟังข้อเสนอแนะ และข้อติชมใดใดเพื่อการปรับปรุงข้อมูลในการศึกษาเชิงวิเคราะห์ต่อไป

 

 

.............................................................................................................................................

 

ภาพแสดงทีมงานของฝ่ายเสนาธิการด้านการวางแผนอนาคต (U-5) ของกองกำลังสหประชาชาติ (UNFHQ) ในการฝึกปัญหาภาคที่บังคับการ (CPX) การฝึกร่วม/ผสม คอบบราโกลด์ ๐๖ จากซ้ายไปขวา

คอร์เนีย (อินโดนีเซีย), วากา (ญี่ปุ่น), น.อ.สุกษม สุขเกษม (หัวหน้าฝ่าย), ผู้เขียน, นิกส์ (สิงคโปร์), เอจี (อินโดนีเซีย)

 

 

 

............................................................................................................................................................

 

 

 

 

ภาคผนวก

บทบัญญัติที่ ๖

การระงับกรณีพิพาทโดยสันติ

มาตราที่ ๓๓
. ผู้เป็นฝ่ายในกรณีพิพาทใด ๆ ซึ่งหากดำเนินอยู่ต่อไปน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความ มั่นคงระหว่างประเทศ ก่อนอื่นจะต้องแสวงหาทางแก้ไขโดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ การระงับโดยทางศาล การอาศัยทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาคหรือข้อตกลงส่วนภูมิภาค หรือสันติวิธี อื่นใดที่คู่กรณีจะพึงเลือก
. เมื่อเห็นว่าจำเป็น คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องเรียกร้องให้คู่พิพาทระงับกรณีพิพาทของตนโดยวิธีเช่นว่านั้น

มาตราที่ ๓๔
คณะมนตรีความมั่นคงอาจสืบสวนกรณีพิพาทใด ๆ หรือสถานการณ์ใด ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทบ กระทั่งระหว่างประเทศ หรือก่อให้เกิดกรณีพิพาท เพื่อกำหนดลงไปว่าการดำเนินอยู่ต่อไปของกรณีพิพาทหรือสถาน การณ์นั้น ๆ น่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศหรือไม่

มาตราที่ ๓๕
. สมาชิกใด ๆ ของสหประชาชาติอาจนำกรณีพิพาทใด ๆ หรือสถานการณ์ใด ๆ อันมีลักษณะตามที่กล่าวถึงใน ข้อ ๓๔ มาเสนอคณะมนตรีความมั่นคงหรือสมัชชาได้
. รัฐที่มิได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติอาจนำกรณีพิพาทใด ๆซึ่งตนเป็นฝ่ายหนึ่งในกรณีพิพาทมาเสนอ คณะมนตรีความมั่นคงหรือสมัชชาได้ ถ้ารัฐนั้นยอมรับล่วงหน้าซึ่งข้อผูกพันเกี่ยวกับการระงับกรณีพิพาทโดยสันติตาม ที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรฉบับปัจจุบัน เพื่อความมุ่งประสงค์ในการระงับกรณีพิพาท
. การดำเนินการพิจารณาของสมัชชา ในเรื่องที่เสนอขึ้นมาตามข้อนี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของข้อ ๑๑ และ ๑๒
มาตราที่ ๓๖
. คณะมนตรีความมั่นคงอาจแนะนำวิธีดำเนินการ หรือวิธีการปรับปรุงแก้ไขที่เหมาะสมได้ ไม่ว่าในระยะใด ๆ แห่งการพิพาทอันมีลักษณะตามที่กล่าวถึงใน ข้อ ๓๓ หรือแห่งสถานการณ์อันมีลักษณะทำนองเดียวกันนั้น
. คณะมนตรีความมั่นคงควรพิจารณาวิธีดำเนินการใด ๆ เพื่อระงับกรณีพิพาทซึ่งคู่พิพาทได้รับปฏิบัติแล้ว
. ในการทำคำแนะนำตามข้อนี้ คณะมนตรีความมั่นคงควรพิจารณาด้วยว่า กรณีพิพาทในทางกฎหมายนั้นตามหลักทั่วไป ควรให้คู่พิพาทเสนอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของศาลนั้น

มาตราที่ ๓๗
. หากผู้เป็นฝ่ายในกรณีพิพาทอันมีลักษณะตามที่กล่าวถึงใน ข้อ ๓๓ ไม่สามารถระงับกรณีพิพาทได้โดยวิธีระบุไว้ในข้อนั้นแล้ว ให้เสนอเรื่องนั้นต่อคณะมนตรีความมั่นคง
. ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเห็นว่า โดยพฤติการณ์การดำเนินต่อไปแห่งกรณีพิพาทน่าจะเป็นอันตรายต่อการ ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศแล้ว ก็ให้วินิจฉัยว่าจะดำเนินการตาม ข้อ ๓๖ หรือจะแนะนำข้อ กำหนดในการระงับกรณีพิพาทเช่นที่อาจพิจารณาเห็นเหมาะสม

มาตราที่ ๓๘
โดยไม่กระทบกระเทือนต่อบทบัญญัติแห่ง ข้อ ๓๓ ถึง ๓๗ คณะมนตรีความมั่นคงอาจทำคำแนะนำแก่คู่ พิพาทด้วยความมุ่งหมายในการระงับกรณีพิพาทโดยสันติ หากผู้เป็นฝ่ายทั้งปวง ในกรณีพิพาทใด ๆ ร้องขอเช่นนั้น

บทบัญญัติที่ ๗

การตอบโต้คุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ และการกระทำอันเป็นการรุกราน

มาตราที่ ๓๙

คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องกำหนดว่า การคุกคามต่อสันติภาพการละเมิดสันติภาพ หรือการกระทำ การรุกรานได้มีขึ้นหรือไม่ และจะต้องทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยว่าจะใช้มาตรการใดตาม ข้อ ๔๑ และ ๔๒ เพื่อธำรงไว้หรือ สถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

มาตราที่ ๔๐

เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์ทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้น คณะมนตรีความมั่นคงอาจเรียกร้องให้คู่กรณีพิพาท ที่เกี่ยวข้องอนุวัตตามมาตรการชั่วคราวเช่นที่เห็นจำเป็นหรือพึงปรารถนา ก่อนที่จะทำคำแนะนำ หรือวินิจฉัยมาตรการ ตามที่บัญญัติไว้ใน ข้อ ๓๙มาตรการชั่วคราวเช่นว่านี้จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิ สิทธิเรียกร้องหรือฐานะของคู่ พิพาทที่เกี่ยวข้องคณะมนตรีความมั่นคงจะต้องคำนึงถึงการไม่สามารถอนุวัตตามมาตรการชั่วคราวเช่นว่านั้นตามสมควร

มาตราที่ ๔๑

คณะมนตรีความมั่นคงอาจวินิจฉัยว่า จะต้องใช้มาตรการใดอันไม่มีการใช้กำลังอาวุธ เพื่อให้เกิดผลตาม คำวินิจฉัยของคณะมนตรีความมั่นคงและอาจเรียกร้องให้สมาชิกของสหประชาชาติใช้มาตรการเช่นว่านั้นมาตรการ เหล่านี้อาจรวมถึงการหยุดชะงักซึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการคมนาคมทางรถไฟ ทางทะเล ทางอากาศ ทางไปรษณีย์ ทางโทรเลข ทางวิทยุ และวิถีทางคมนาคมอย่างอื่นโดยสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน และการตัดความสัมพันธ์ทาง การทูตด้วย

มาตราที่ ๔๒

หากคณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาว่า มาตรการตามที่บัญญัติไว้ใน ข้อ ๔๑ จะไม่เพียงพอ หรือได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ คณะมนตรีฯ อาจดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดิน เช่นที่อาจเห็นจำเป็นเพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นว่านี้อาจรวมถึงการแสดงแสนยานุภาพการปิดล้อมและการปฏิบัติการอย่างอื่นโดยกำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดิน ของบรรดา สมาชิกของสหประชาชาติ
มาตราที่ ๔๓
. เพื่อได้มีส่วนเกื้อกูลในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ สมาชิกทั้งปวงของสหประชาชาติ รับที่จะจัดสรรกำลังอาวุธความช่วยเหลือ และความสะดวก รวมทั้งสิทธิในการผ่านดินแดนตามที่จำเป็นเพื่อ ความมุ่งประสงค์ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้แก่คณะมนตรีความมั่นคง เมื่อคณะมนตรีฯ เรียกร้องและเป็นไปตามความตกลงพิเศษฉบับเดียวหรือหลายฉบับ
. ความตกลงฉบับเดียวหรือหลายฉบับเช่นว่านั้น จะต้องกำหนดจำนวนและประเภทของกำลังขั้นแห่งการ เตรียมพร้อมและที่ตั้งโดยทั่วไปของกำลังและลักษณะของความสะดวกและความช่วยเหลือที่จะจัดหาให้
. ให้ดำเนินการเจรจาทำความตกลงฉบับเดียวหรือหลายฉบับนั้นโดยความริเริ่มของคณะมนตรีความมั่นคง โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความตกลงเหล่านี้จะต้องทำกันระหว่างคณะมนตรีความมั่นคงและสมาชิก หรือระหว่างคณะ มนตรีความมั่นคงและกลุ่มสมาชิก และจะต้องได้รับการสัตยาบันโดยรัฐที่ลงนามตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของรัฐเหล่านั้น

มาตราที่ ๔๔

เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงได้วินิจฉัยที่จะใช้กำลังแล้ว ก่อนที่จะเรียกร้องให้สมาชิกซึ่งมิได้มีผู้แทนอยู่ ในคณะมนตรีความมั่นคงจัดส่งกำลังทหารเพื่อการปฏิบัติตามข้อผูกพันที่ได้ยอมรับตาม ข้อ ๔๓ คณะมนตรีความมั่นคง จะต้องเชิญสมาชิกนั้นให้เข้าร่วมในการวินิจฉัยของคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการใช้กองกำลังทหารของสมาชิก นั้น หากสมาชิกนั้นปรารถนาเช่นนั้น
มาตราที่ ๔๕

เพื่อให้สหประชาชาติสามารถดำเนินมาตรการทางทหารได้โดยด่วนสมาชิกจะต้องจัดสรรกองกำลังทาง อากาศแห่งชาติไว้ให้พรักพร้อมโดยทันทีเพื่อการดำเนินการบังคับระหว่างประเทศร่วมกัน กำลังและขั้นแห่งการเตรียม พร้อมของกองกำลังเหล่านี้ และแผนการสำหรับการดำเนินการร่วมจะต้องกำหนดโดยคณะมนตรีความมั่นคง ด้วยความ ช่วยเหลือของคณะกรรมการเสนาธิการทหารทั้งนี้ ภายในขอบเขตที่วางไว้ในความตกลงพิเศษฉบับเดียวหรือหลายฉบับ ที่อ้างถึงใน ข้อ ๔๓

มาตราที่ ๔๖

แผนการสำหรับการใช้สำหรับทหารจะต้องจัดทำโดยคณะมนตรีความมั่นคง ด้วยความช่วยเหลือของ คณะกรรมการเสนาธิการทหาร
มาตราที่ ๔๗
. ให้จัดสถาปนาคณะกรรมการเสนาธิการทหารขึ้นคณะหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือคณะมนตรีความ มั่นคงในปัญหาทั้งปวงที่เกี่ยวกับความต้องการทางทหารของคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การใช้และการบังคับบัญชากำลังทหารที่มอบให้อยู่ในอำนาจจัดการของคณะมนตรีฯ การควบคุมกำลังอาวุธ และการลดอาวุธอันจะพึงเป็นไปได้
. คณะกรรมการเสนาธิการทหารจะต้องประกอบด้วยเสนาธิการทหารของสมาชิกประจำของคณะมนตรีความ มั่นคงหรือผู้แทนของบุคคลเหล่านี้คณะกรรมการฯ จะต้องเชิญสมาชิกของสหประชาชาติที่มิได้มีผู้แทนประจำอยู่ใน คณะกรรมการฯ เข้าร่วมงานกับคณะกรรมการฯ ด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบของคณะกรรมการฯ ให้ มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้สมาชิกนั้นเข้าร่วมในการทำงานของคณะกรรมการฯ
. คณะกรรมการเสนาธิการทหารจะต้องรับผิดชอบภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงสำหรับการบัญชาการทาง ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการใช้กำลังทหารใด ๆซึ่งได้มอบไว้ให้อยู่ในอำนาจจัดการของคณะมนตรีความมั่นคงเรื่องเกี่ยวกับ การบังคับบัญชาทหารเช่นว่านั้นจะได้ดำเนินการในภายหลัง
. คณะกรรมการเสนาธิการทหารอาจสถาปนาคณะอนุกรรมการส่วนภูมิภาคขึ้นได้ ทั้งนี้โดยได้รับมอบอำนาจ จากคณะมนตรีความมั่นคงและหลังจากได้ปรึกษาหารือกับทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาคที่เหมาะสมแล้ว

มาตราที่ ๔๘
. การดำเนินการที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและ ความมั่นคงระหว่างประเทศจะต้องกระทำโดยสมาชิกของสหประชาชาติทั้งปวงหรือแต่บางประเทศ ตามแต่คณะมนตรี ความมั่นคงจะพึงกำหนด
. คำวินิจฉัยเช่นว่านั้นจะต้องปฏิบัติตามโดยสมาชิกของสหประชาชาติโดยตรง และโดนผ่านการดำเนินการ ของสมาชิกเหล่านั้นในทบวงการตัวแทนระหว่างประเทศที่เหมาะสมซึ่งตนเป็นสมาชิกอยู่
มาตราที่ ๔๙

สมาชิกของสหประชาชาติจะต้องร่วมกันอำนวยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติให้เป็นไป ตามมาตรการที่คณะมนตรีความมั่นคงได้วินิจฉัยไว้แล้ว
มาตราที่ ๕๐

หากคณะมนตรีความมั่นคงได้ดำเนินมาตรการป้องกันหรือบังคับต่อรัฐใดรัฐอื่นไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือไม่ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาพิเศษทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านั้น ย่อมมี สิทธิที่จะปรึกษาหารือกับคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
มาตราที่ ๕๑

ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรฉบับปัจจุบันจะรอนสิทธิประจำตัวในการป้องกันตนเองโดยลำพังหรือโดยร่วมกัน หากการโจมตีด้วยกำลังอาวุธบังเกิดแก่สมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะได้ดำเนิน มาตรการที่จำเป็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศมาตรการที่สมาชิกได้ดำเนินไปในการใช้ สิทธิป้องกันตนเองนี้จะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที และจะต้องไม่กระทบกระเทือนอำนาจ และความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงตามกฎบัตรฉบับปัจจุบันแต่ประการใด ในอันที่จะดำเนินการเช่นที่เห็น จำเป็นไม่ว่าในเวลาใด เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

 

บทบัญญัติที่ ๘

ข้อตกลงส่วนภูมิภาค

มาตราที่ ๕๒
. ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรฉบับปัจจุบันที่กีดกันการมีข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาค เพื่อการจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศเช่นที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการส่วนภูมิภาค โดยมีเงื่อนไขว่า ข้อตกลงหรือทบวงการตัวแทนเช่นว่าและกิจกรรมนั้น ๆ สอดคล้องกับความ มุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ
. สมาชิกของสหประชาชาติ ที่เข้าร่วมในข้อตกลงเช่นว่านั้นหรือประกอบขึ้นเป็นทบวงการตัวแทนเช่นว่านั้น จะต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะบรรลุถึงการระงับกรณีพิพาทแห่งท้องถิ่นโดยสันติ โดยอาศัยข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือ โดยทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาคเช่นว่านั้น ก่อนที่จะเสนอกรณีพิพาทเหล่านั้นไปยังคณะมนตรีความมั่นคง
. คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องสนับสนุนพัฒนาการเกี่ยวกับการระงับกรณีพิพาทแห่งท้องถิ่นโดยสันติโดยอาศัยข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาคเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือโดย การเสนอเรื่องมาจากคณะมนตรีความมั่นคง
. ข้อนี้ไม่ทำให้เสื่อมเสียโดยประการใด ๆ ต่อการนำ ข้อ ๓๔ และ ๓๕ มาใช้บังคับ
มาตราที่ ๕๓
. เมื่อเห็นเหมาะสม คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องใช้ประโยชน์จากข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาคเช่นว่านั้น เพื่อการดำเนินการบังคับภายใต้อำนาจของตน แต่จะมีการดำเนินการบังคับตามข้อตกลง ส่วนภูมิภาคหรือโดยทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาค โดยปราศจากการมอบอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงไม่ได้ โดยมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับมาตรการที่กระทำต่อรัฐศัตรู ดังที่นิยามไว้ในวรรค ๒ แห่งข้อนี้ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยอนุวัตตาม ข้อ ๑๐๗ หรือในข้อตกลงส่วนภูมิภาคซึ่งต่อต้านการรื้อฟื้นนโยบายรุกรานของรัฐศัตรูเช่นว่านั้นจนกว่าจะถึงเวลาที่องค์การฯ อาจเข้ารับผิดชอบเพื่อป้องกันการรุกรานต่อไปโดยรัฐศัตรู เช่นว่าตามคำร้องของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง
. คำว่ารัฐศัตรูที่ใช้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้ย่อมนำมาใช้กับรัฐใด ๆซึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองได้เป็นศัตรูของรัฐที่ลงนามในกฎบัตรฉบับปัจจุบัน
มาตราที่ ๕๔

คณะมนตรีความมั่นคง จะต้องได้รับแจ้งโดยครบถ้วนตลอดเวลาถึงกิจกรรมที่ได้กระทำไปหรืออยู่ในความดำริตามข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือโดยทบวงการตัวแทนส่วนภูมิภาค เพื่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง ระหว่างประเทศ

........................................................................................................................................



แหล่งข้อมูล

The Hall of Mirror, David Sinclair, Arrow Book 2002, p.vi

Operations Series, Peace Operations, Australian Defense Doctrine Publication, July 2004, Chapter 2 P.2-4

http://www.americanpresident.org/history/woodrowwilson/

Multi-National Force Standard Operating Procedure (MNF SOP) for  Asia Pacific Region Chapter B7: Military Operations Other than War, P.B7 B-2

International Crises, 1945-1975: The UN Dimension, Jonathan Wilkenfeld, Michael Brecher
International Studies Quarterly, Vol. 28, No. 1 (Mar., 1984), pp. 45-67

http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_UN_peacekeeping _missions

Tim Newark, “Inchon 1950” Turning The Tide of War: 50 Battles that changed the course of modern history, Octopus Publishing Group Ltd 2001, p. 166-167

http://centurychina.com/history/faq7.shtml#32

Operations Series, Peace Operations, Australian Defense Doctrine Publication, July 2004, Chapter 2 pp. 1-10

http://globetrotter.berkeley.edu/UN/Urquhart/urquhart6.html

http://www.usip.org/fellows/reports/2004/0624_karny.html

UN Secretary General Kofi Annan, ‘We can love what we are, without hating what-and who-we are not,’ Nobel Lecture, Oslo, 10 December 2001 (UN Secretariat Press Release SG/SM/8071)

เกาหลีเหนือยกเลิก และถอนตัวจากข้อตกลงการลดการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty: NPT) เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๓

เกาหลีเหนือทดลองยิงจรวด ๗ ลูกล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ ก.ค.๔๙ทั้ง ๗ ลูกประสบความล้มเหลว แต่เกิดแรงกดดันจากประชาคมโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติลงมติภายใต้บทบัญญัติที่ ๗ กดดันเกาหลีเหนือทางเศรษฐกิจ แต่คาดกันว่า จีน และรัสเซียจะคัดค้าน

สิบโท กิลาด ชาลิต ถูกกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์จับเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตนืที่ถูกทหารอิสราเอลจับไปก่อนหน้านี้

“ยิวรุกเปิดปฏิบัติการนองเลือดฉนวนกาซา”,หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๘ ก.ค.๔๙, ข่าวต่างประเทศหน้า ๙

“ซีเรียหนุนเลบานอนทำสงครามเต็มตัว” ข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์มติชน, วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ก.ค.๔๙, หน้า ๓๒

ทำความรู้จักองค์กรใหม่ยูเอ็น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤษภาคม ๔๙, หน้า ๒๑

 

Contact Us | Site Index | Guest Book

ติดต่อผู้ดูแลเว็บ: webadmin@do.rtaf.mi.th

ศูนย์สารสนเทศ กรมยุทธการทหารอากาศ โทร. 0 - 2534 - 1409