|
การประชุมสัมมนาทางวิชาการ ๙๐ ปี กองทัพอากาศ
หัวข้อ จะทำอย่างไรให้กองทัพอากาศของเราเล็กลง แต่ทรงซึ่งประสิทธิภาพและเต็มเปี่ยมได้
โดย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เสนาธิการทหารอากาศ
เรื่อง DIGITAL AIR FORCE
------------------------
เรียน ท่านนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ
วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาบรรยายในการสัมมนาทางวิชาการอีก
ครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้เป็นโอกาสพิเศษ ที่กิจการบินของไทยได้มีอายุก้าวเข้าสู่
๙๐ ปี ถึงแม้ กองทัพอากาศจะเกิดมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบันกองทัพอากาศได้มีการพัฒนาด้านการบินอย่างไม่หยุดยั้ง
ฉะนั้นในวันนี้จะมาบรรยายในเรื่องระบบ DIGITAL AIR FORCE ในปี ๒๐๑๔ หมายถึงอีก
๑๐ ปีข้างหน้า กองทัพอากาศจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี ภาพของกองทัพอากาศ ณ เวลานั้น
น่าจะเป็นอย่างไร
อย่างที่ได้เรียนให้ทราบ เรามีวิวัฒนาการมาโดยตลอด
ตั้งแต่เครื่องบินแบบเบรเกต์ จนถึง บ.F-16 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น บ.รบหลักของกองทัพอากาศ
กองทัพอากาศจะต้องพัฒนาต่อไปในอนาคต อย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกันในปัจจุบันสถานการณ์ต่าง
ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นด้านของภัยคุกคาม ด้านของเทคโนโลยี
ซึ่งจะเรียนให้ทราบรายละเอียดต่อไป ในวันนี้ผมจะจำกัดการบรรยายให้อยู่เฉพาะในเรื่องของแนวความคิดในการพัฒนากองทัพอากาศ
เฉพาะในเรื่องของ CORE FUNCTION ของกองทัพอากาศ คือภารกิจการปฏิบัติการทางอากาศเป็นหลัก
หัวข้อที่จะบรรยายคือเรื่อง ของความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้เราต้องมาพัฒนากองทัพ
ตลอดจนความก้าวหน้าของระบบ ดิจิตอล เทคโนโลยี ว่าเกี่ยวข้องกับกำลังทางอากาศอย่างไร
และกองทัพอากาศในทศวรรษหน้าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันกำลังทางอากาศมีความอ่อนตัวสูง
สามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ง่าย แต่ความเป็นจริงแล้ว ในปัจจุบันกองทัพอากาศยังปรับตัวได้ไม่ค่อยทัน
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับเรื่องแรกที่พวกเราได้พูดถึงกันมากก็คือ
สิ่งที่เราต้องทำนายไว้ในอนาคต คือเรื่องของภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบที่เราเคยเห็นกันมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นสงครามประเภทต่าง
ๆ บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเกือบจะสิ้นเชิง มีภัยคุกคามแบบใหม่ที่เราเรียกว่าการก่อการร้าย
หรือการก่อการร้ายสากล ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อประชากร ทั่วโลก แน่นอนกิจการด้านความมั่นคงของชาติต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก
สำหรับบทบาทของทหารเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทที่เราจำเป็นต้องดำรงอยู่ก็คือ
การเตรียมการสำหรับการรบในแบบ หรือ Conventional Warfare ซึ่งไม่มีใครยืนยันได้ว่า
ต่อไปนี้จะไม่เกิด ทำให้เป็นปัญหาอย่างมากในปัจจุบัน เกี่ยวกับการขอตั้งงบประมาณในเรื่องต่าง
ๆ เพราะว่าผู้ที่พิจารณาในเรื่องของงบประมาณก็มักจะถามอยู่เสมอว่าคุณจะไปรบกับใคร
เพราะประเทศรอบ ๆ บ้านเราก็เป็นเพื่อนกันทุกประเทศ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จำเป็นขึ้น
หากไม่ได้เตรียมการไว้คงไม่ทัน การเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ใช้เวลานานพอสมควร
เพราะฉะนั้นการเตรียมการเพื่อที่จะรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคตยังคงจำเป็น
และเป็นหน้าที่ของทุกเหล่าทัพ ที่ยังต้องดำรงอยู่ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า
แนวทางการพัฒนากองทัพก็ยังจะต้องดำรงไว้ในทิศทางนี้ด้วยเช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงใหม่
ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ในเรื่องของนโยบายการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งในช่วง
๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ มีบทบาทสูงมากในทุกกระทรวง ทบวง กรม ทั้ง ๆ ที่ กห. ก็พยายามชะลอมาโดยตลอด
จนกระทั่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก็ไม่สามารถชะลอได้แล้ว รัฐบาลได้กำหนดให้
ต.ค.๔๗ นี้ ในส่วนของการ ปฏิรูประบบราชการของ กห.จะต้องเรียบร้อย ผู้ที่ติดตามข่าวคงจะทราบแล้วว่า
ข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างการจัดส่วนราชการ กห.ยังไม่ได้รับอนุมัติ โดยให้
กห.นำกลับมาทบทวนใหม่ ในการปฏิรูประบบราชการนั้น หลัก ๆ อย่างหนึ่งก็คือผลกระทบต่อหน่วยงานทั้งหมด
รวมถึงทหารด้วย คือการตั้งงบประมาณโดยวัดจากผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในทุก
ๆ เรื่องที่ผมได้เรียนให้ทราบ ได้ส่งผลกระทบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการในการปฏิบัติงาน
นั่นหมายถึงปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนา กองทัพ เพื่อให้สามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
กองทัพอากาศก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราพบปัญหาเราต้องนำมาทบทวนว่า
เราจะทำอย่างไรดี ถึงจะรองรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ เราจึงได้ทบทวนวิสัยทัศน์เก่า
ๆ ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำวิสัยทัศน์อันใหม่ โดยในภาพรวมใหญ่
ๆ ก็คือเรามุ่งสู่ความเป็น Knowledge - Based Air Force สรุปก็คือ
กองทัพอากาศจะต้องมีบุคลากรหรือมีวิธีการทำงานที่เฉลียวฉลาด และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่อยู่กับที่เหมือนแต่ก่อน จากวิสัยทัศน์ที่เราพูดถึงนั้น เราก็มาดูว่ากลยุทธ์ที่จะไปสู่
Knowledge Based Air Force มีอะไรที่สำคัญ ๆ บ้าง เมื่อเราพิจารณาดูจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการบิน
โดยทั่ว ๆ ไป จะมีอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องของตัวอากาศยานหรือโครงสร้างในยุคใหม่
ที่เรียกว่า STEALTH TECHNOLOGY คือตรวจจับยาก หรือตรวจได้แต่ช้า ทำให้ป้องกันไม่ทัน
เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นได้จากในสงครามอ่าวเปอร์เซีย บ.STEALTH FIGHTER ของสหรัฐ
ฯ มีบทบาทสูงมาก ในการรบ ทำให้ข้าศึกไม่สามารถตรวจจับได้ เป็นเทคโนโลยีที่เรากำลังติดตามอยู่
สำหรับในเรื่องของเครื่องยนต์ ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เครื่องยนต์ บ.สมัยใหม่
นอกจากจะมีกำลังขับสูงแล้ว ยังมี TRURT VECTORING สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสเจ็ต
ทำให้ บ.ซึ่งเมื่อก่อนไม่สามารถเลี้ยวในวงแคบได้ก็สามารถเลี้ยวได้ เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
และที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีด้าน AVIONICS ที่ก้าวหน้าไปเร็วมาก โดยขณะนี้เทคโนโลยีด้านดิจิตอลเข้ามาเป็นตัวการสำคัญในการดำเนินการในเรื่องต่าง
ๆ โดยเฉพาะระบบรับ-ส่งสัญญาณ ซึ่งสิ่งนี้จะแฝงอยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติการทางอากาศ
จึงได้กำหนดเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่จะสนองตอบวิสัยทัศน์ของ AIR FORCE ก็คือการเป็น
DIGITAL AIR FORCE ในอนาคต
ดิจิตอลเทคโนโลยี ที่ได้เรียนให้ทราบนั้น เกี่ยวข้องกับ
AIR OPERATIONS อย่างไรบ้าง คุณลักษณะของกำลังทางอากาศจะมีคุณลักษณะเด่น
ๆ อยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ
- ความเร็ว
- พิสัยบิน หรือรัศมีทำการบิน
- ความอ่อนตัว สามารถจะเปลี่ยนแปลงภารกิจได้อย่างรวดเร็ว
- ความแม่นยำ สามารถใช้อาวุธต่อเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ฉะนั้นในการจัดซื้อจัดหา บ.แบบต่าง ๆ ในปัจจุบันต้องใช้งบประมาณมาก
โดยเฉพาะ การจัดซื้อ บ.C-130 เพิ่มเติม เพราะ บ.ดังกล่าวเป็นขวัญใจทุกเหล่าทัพ
ตลอดจนข้าราชการพลเรือนทั่วไปจะขอใช้ บ.เดินทางไปสัมมนาหรือดูงานในพื้นที่ต่าง
ๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ จึงต้องการให้กองทัพอากาศจัดซื้อเพิ่มเติม
ซึ่งปัจจุบัน บ. C-130 รุ่น J,S ราคาประมาณเครื่องละ ๖๐๗๐ ล้านเหรียญสหรัฐ
ฯ หรือประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท กองทัพอากาศมีขีดจำกัดในเรื่องงบประมาณ ซึ่งหลาย
ๆ ประเทศก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณเช่นเดียวกัน แม้กระทั้งสหรัฐ ฯ และสวีเดน
เป็นประเทศที่ร่ำรวย ก็ถูกตัดงบประมาณ เพราะ บ.ดังกล่าวมีราคาสูงมาก สำหรับอาวุธทางอากาศเป็นอาวุธที่มีความรุนแรง
อำนาจทำลายล้างสูง ถ้าไม่มีการกำกับดูแลที่ดีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดมีมาก
เพราะฉะนั้นหัวใจของการปฏิบัติการทางอากาศที่สำคัญยิ่งคือระบบ C2 หรือที่เรียกว่า
COMMAND AND CONTROL ในส่วนของ ทอ.เรียกว่า "ระบบบัญชาการและควบคุม"
เป็นหัวใจที่สำคัญในการใช้อากาศยานให้ถูกต้องในลักษณะที่เรามักจะเรียกว่า
CENTRALIZATION คือ "รวมการควบคุม แยกการปฏิบัติ"
นี่คือหลักนิยมในการใช้กำลังทางอากาศ ที่สำคัญเป็นตัวกำหนดว่าเป้าหมายไหนจะใช้ได้หรือไม่ได้
ควรจะไปหรือไม่ไป มิฉะนั้นจะเป็นเบี้ยหัวแตก จะเห็นได้ว่าเหล่าทัพที่ขอรับการสนับสนุน
บ.จาก ทอ.จะตำหนิ ทอ.อยู่เป็นประจำว่าทำไมขอใช้ยาก ซึ่งจริง ๆ แล้วเป้าหมายที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่
เราต้องเลือกเป้าหมายที่มีลำดับความเร่งด่วนสูงสุด และผู้ที่อนุมัติได้ก็ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง
เป็นต้น นี่คือทำไมจึงมีระบบการบัญชาการและควบคุม ระบบบัญชาการและควบคุมที่ดี
ที่จะรวมการควบคุมแยกการปฏิบัติได้อย่างดีนั้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของระบบ จะเป็นระบบเกี่ยวกับการรับ-ส่งสัญญาณทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นตัวเรดาร์ ตัวสายส่ง หรือตัวประมวลผลต่าง ๆ ในปัจจุบันมีใช้อยู่
๒ ระบบ คือระบบ ANALOG กับระบบ DIGITAL ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ในขณะนี้
วิวัฒนาการของระบบดังกล่าว จะเห็นได้ว่าในช่วงปี ๑๘๔๗๑๙๖๐ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ
ANALOG เกือบทั้งสิ้น จะเห็นความก้าวหน้าทางแกนตั้งน้อยมาก แต่พอพ้นปี ๑๙๖๐
ไปแล้ว เทคโนโลยีระบบ DIGITAL เริ่มเข้ามามีส่วนในการใช้เป็นอุปกรณ์ต่าง
ๆ เป็นความเจริญขึ้นทางแกนตั้งอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งก็จะเจริญต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เราลองมาเปรียบเทียบกันดูว่า ระหว่างระบบ ANALOG
กับระบบ DIGITAL มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ระบบ DIGITAL สามารถรับ-ส่งได้ทั้ง
๒ ระบบ เมื่อตำแหน่งที่ส่งทั้ง ๒ จุดอยู่ไกลกัน ระบบ ANALOG จะมีการรบกวนสัญญาณสูงกว่า
ทำให้ต้นทางไปปลายทางรับได้บ้างไม่ได้บ้างไม่ต่อเนื่องกัน ซึ่งต่างจากระบบ
DIGITAL ข้อมูลต้นทางเป็นอย่างไรปลายทางก็รับได้อย่างนั้นจะไม่แตกต่างเลย
เพราะฉะนั้นข้อมูลไปเร็วก็จริง แต่ไม่ถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์ ระบบ DIGITAL
ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความชัดเจน ทั้งเสียง และข้อมูลต่าง ๆ ในส่วนของกองทัพประโยชน์ของระบบ
DIGITAL อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการรักษาความลับ ระบบ DIGITAL จะได้เปรียบกว่ามาก
เข้ารหัสได้ง่ายแต่ถอดยากมีความซับซ้อนมาก ในขณะเดียวกันระบบ ANALOG จะถอดรหัสได้ง่ายไม่ซับซ้อน
ฉะนั้นในด้านการทหารหรือด้านความมั่นคง ระบบ DIGITAL จึงเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์
สำหรับขนาดของอุปกรณ์ระบบ ANALOG กับระบบ DIGITAL เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว
ระบบ DIGITAL จะมีขนาดเล็กกว่า ราคาถูกกว่า ทนทานกว่า สามารถนำไปสร้าง ผลิต
หรือดัดแปลงใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย จะเห็นได้ชัดเจนว่าระบบ DIGITAL
จึงเป็นทางเลือกของ ทอ.ที่จะนำมาใช้ในโอกาสต่อไป นอกจากระบบ DIGITAL จะนำมาใช้ในระบบสื่อสารแล้ว
ในด้านเกี่ยวกับการใช้กำลังทางอากาศ ดิจิตอลเทคโนโลยีช่วยอะไรได้บ้าง ประการแรกก็คือ
ระบบการแสดงภาพ (จอแสดงผล) หรือ Display ทำให้การแสดงภาพหรือข้อมูลต่าง
ๆ เป็นไปอย่างครบถ้วนมีประสิทธิภาพ ใช้ได้ทั้ง บ.ลำเลียง และ บ.ขับไล่ นอกจากจะแสดงภาพและข้อมูล
ต่าง ๆ ได้แล้ว เทคโนโลยีดิจิตอลที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ DATA
LINK ในปัจจุบันใช้เสียง ติดต่อกันระหว่าง บ.กับ หอบังคับการบิน หรือ
บ.กับ บ. เสียงพูดอย่างเดียวฟังขาด ๆ หาย ๆ ไม่ชัดเจน ในบางครั้ง บ.ติดต่อมาพร้อมกันหลายเครื่องฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ในปัจจุบัน บ.หลายแบบมีการติดตั้งระบบ DATA LINK ส่งเป็นข้อมูลมา ทำให้มีความชัดเจนและสามารถส่งเป็นภาพกราฟฟิกหรือรูปแผนที่
ก็สามารถทำได้ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ ผบ.ทอ.สวีเดน และ ผบ.ทอ.สหรัฐ ฯ ภาคพื้นแปซิฟิกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา
นี้คือเงื่อนไขพิเศษในการก้าวเข้าสู่ยุคของ NETWORK CENTRIC WARFARE
ถ้าปราศจาก DATA LINK แล้ว ระบบทุกอย่างแทบจะล้มเหลว DATA LINK จึงเป็นหัวใจของการพัฒนากำลังทางอากาศในอนาคต
ระบบ DIGITAL ยังนำไปใช้กับระบบควบคุมการบิน ตลอดจนการใช้อาวุธต่อเป้าหมายในภูมิประเทศต่าง
ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เราต้องนำมาใช้ในอนาคตอย่างแน่นอน
สำหรับเรื่องสุดท้ายที่เกี่ยวกับการบินก็คือ
Unmanned Aerial Vehicles (UAV) ในอนาคตกำลังจะเป็นทางเลือกในการนำเข้ามาใช้ในกองทัพ
UAV สามารถทำงานได้หลายอย่าง มีความเชื่อถือได้สูงกว่าสมัยก่อน ใช้ในภารกิจลาดตระเวน
ถ่ายรูป ตรวจการณ์หน้า แล้วส่งสัญญาณกลับมา ขณะนี้กองทัพบกมีใช้อยู่ ในส่วนของกองทัพอากาศเคยใช้
Remotely Piloted Vehicles (RPV) แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงยกเลิกไป เพราะเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า
UAV ในปัจจุบันสามารถวิ่งขึ้นเองเหมือนเครื่องบิน ไม่ต้องใช้เครื่องยิง จึงเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้เกิด
Situation Awareness สำหรับบังคับบัญชา UAV จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของกองทัพอากาศ
ในทศวรรษหน้ากองทัพอากาศหวังไว้ว่าจะเป็น DIGITAL
AIR FORCE ในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้า รูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ก่อนทศวรรษหน้าเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการ
พัฒนากองทัพอากาศในภาพรวมก่อน สำหรับเป้าหมายที่ผมได้ตั้งใจที่จะเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาในโอกาสต่อไปคือ
เรามุ่งสู่ความเป็น COMMAND CONTROL CENTRIC โดยในขั้นแรกต้องระดมแนวคิดจากหน่วยต่าง
ๆ ในกองทัพอากาศ เพื่อให้เห็นความสำคัญของระบบบัญชาการและควบคุม และทำไมถึงต้องให้มีระบบดิจิตอลอยู่ในระบบเหล่านั้น
เมื่อบูรณาการเสร็จแล้วจะใช้ในส่วนของกองทัพอากาศก่อน ซึ่งยังไม่รวมกองทัพบก,
กองทัพเรือ สำหรับสิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือปรับเปลี่ยนแนวคิด ซึ่งแต่ก่อนต้องเอาจำนวน
บ.เป็นหลัก แต่ต่อไปต้องมุ่งเน้นที่ระบบ COMMAND CONTROL เป็นหลัก เพราะภาพรวมในอดีตการรบแต่ละครั้งตัวการที่เป็นหัวใจหลักคือระบบ
COMMAND CONTROL กับระบบ INFORMATION CONTROL และระบบ INFORMATION SYSTEM
ซึ่งจะแชร์ความสำคัญใกล้เคียงกัน แต่จะเห็นได้ว่าปัจจุบันระบบ C2 มีขนาดใหญ่และครอบคลุมมากขึ้น
ทำให้ระบบ C2 กับระบบ INFORMATION เป็นตัวพื้นฐานที่จะนำกองทัพอากาศสู่ระบบ
DIGITAL ที่ทันสมัยต่อไปในอนาคต และเมื่อมีระบบ C2 แล้ว จะทำให้กองทัพอากาศได้รับรู้รับทราบสถานการณ์ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาใน
AOC หรือใน ศปก.ทอ. ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว มีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
ซึ่งในอดีตผู้บังคับบัญชาจะทราบข้อมูลต่าง ๆ ก็ต่อเมื่อ บ.มาลงจอดเรียบร้อยแล้ว
จึงได้รับรายงานเหตุการณ์ เพราะระยะทางอยู่ห่างไกลกันมาก ไม่สามารถติดต่อกันได้
แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบ DIGITAL ทำให้เราสามารถเกิด
Situation Awareness และเมื่อเกิด Situation Awareness หลาย ๆ กลุ่มมาประกอบกันเราจะเรียกว่า
Total Awareness ซึ่งเราต้องการมาก เพราะทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วแล้ว
สิ่งที่ได้ตามมาก็คือ เกิดคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า FORCE MULTIPLIER
คือ การทวีกำลัง หรือมีกำลังน้อยเหมือนมีมาก เพราะ บ.สามารถจะปรับเปลี่ยนภารกิจได้หลายรูปแบบ
ผู้บังคับบัญชาทราบดีว่า ในอดีตเมื่อเรานำ บ.ไปโจมตีเป้าหมายจะไปกันหลายหมู่บินเพื่อไปทิ้งระเบิดยังเป้าหมาย
เมื่อเป้าหมายแรกถูกทำลายแล้ว หมู่บินต่อไปก็ไปทิ้งซ้ำที่เดิมอีก โดยไม่รู้ว่าเป้าหมายถูกทำลายแล้ว
แต่ในปัจจุบันเราสามารถ DIVERT ได้ ถ้าเราทราบว่าเป้าหมายถูกทำลายแล้วก็สามารถละภารกิจเดิมไปทิ้งระเบิดที่เป้าหมายอื่นได้
เป็นต้น
ตามที่ได้เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้น หลายท่านอาจคิดว่า
ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า กองทัพอากาศจะเอางบประมาณมาจากไหน แต่เป็นความโชคดีของกองทัพ
ที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีความคิดที่จะปรับปรุงขีดความสามารถของ
๓ เหล่าทัพ ท่านนายก ฯ ได้กรุณาเชิญผู้บัญชาการและเสนาธิการทั้ง ๓ เหล่าทัพเข้าพบ
เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา สรุปได้ว่า ท่านนายก ฯ จะจัดสรรงบประมาณให้แต่ละเหล่าทัพ
โดยให้เหล่าทัพแสดงแนวความคิดว่าจะทำอะไรบ้าง เพราะใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา งบประมาณของกองทัพถูกตัดทอนลงเรื่อย
ๆ โดยเฉพาะในช่วงฟองสบู่แตกปี ๔๐ ในส่วนของ ทอ.ถูกตัดงบประมาณไปประมาณ ๓๐
เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น หลังจากปี ๔๗ เป็นต้นไปจนถึงปี ๕๖ ท่านนายก ฯ ได้ตั้งกรอบไว้ว่า
จะให้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปดำเนินการทั้ง ๓ เหล่าทัพ เพื่อจะปรับปรุงให้ขีดความสามารถในการรบของกองทัพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในการจัดหา DIGITAL AIR FORCE นั้น จะนำเอาเทคโนโลยีของ
DIGITAL มาเป็น ตัวตั้งเพื่อกำหนด SPECIFICATION ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะซื้อ
เพื่อให้ทุกอุปกรณ์สามารถบูรณาการกันได้ อย่างต่อเนื่อง เป็น NET WORK เล็ก
ๆ ของกองทัพอากาศ สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการคือระบบบัญชาการ และควบคุม หรือ
C2 จะเป็นแกนกลาง ซึ่งเรามีระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ C2 ที่รู้จักกันในนาม
RTAD แต่ยังไม่สมบูรณ์ และจะดำเนินการปรับปรุงให้สมบูรณ์สามารถควบคลุมได้ทุกพื้นที่ของประเทศ
และจะส่งข้อมูลต่าง ๆ มายัง ศยอ.ฯ มิใช่จะพัฒนาเรดาร์เพียงเดียว และต้องปรับปรุงระบบ
COMMUNICATION ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้ของกองทัพอากาศแล้ว ยังจะต้องใช้ของภาคเอกชนด้วย
เช่น องค์การโทรศัพท์ ฯ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้ามีระบบเรดาร์ที่ดีก็จะเกิด
SITUATION AWARENESS ตามที่ได้กล่าวมา โดยจะมีภาพต่าง ๆ มาปรากฏเป็นข้อมูลจาก
SENSOR ประเภทต่าง ๆ
การเตรียมการเรื่องอากาศยาน เราจำเป็นจะต้องเตรียมการในส่วนของ
บ.ขับไล่ประมาณ ๑ ฝูงบิน ซึ่งเป็น บ.ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาประมาณ ๕ แบบ
แบบแรกคือ บ.EUROFIGHTER ของ อังกฤษ แบบที่ ๒ บ.GRIPEN ของประเทศสวีเดน แบบที่
๓ บ.RAFALE ของฝรั่งเศส แบบที่ ๔ บ.ZU-30 ของรัสเซีย และแบบที่ ๕ บ.JSF บ.ทั้ง
๕ แบบ ตามที่ได้เรียนให้ทราบล้วนใช้ DIGITAL TECHNOLOGY ในทุกระบบ นอกจาก
บ.ขับไล่แล้ว อาจจะมี บ.ลำเลียงขนาดกลาง ตลอดจน ฮ.ก็เช่นเดียวกัน ฮ.รุ่นใหม่
ที่จะมาใช้ในภารกิจการช่วยเหลือและกู้ภัยในการรบเป็นหลัก ในส่วนของ บ.ที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
เช่น บ.F-16 จำนวน ๓ ฝูงบิน มีแผนที่จะทำ MLU โดยเน้นในการปรับปรุง AVIONICS
จุดหนึ่งคือต้องการให้มีขีดความสามารถในการส่งสัญญาณ DATA LINK ปัจจุบันกองทัพอากาศมีเพียงฝูงบินเดียวที่มี
DATA LINK อยู่ในเครื่อง แต่เป็น DATA LINK ระบบพื้น ๆ ที่ใช้ระหว่าง บ.ด้วยกันเองจะช่วยให้เกิด
SITUATION AWARENESS ในหมู่บินได้อย่างดี ซึ่งในอดีตเวลาทำการบินหมู่ในเวลากลางคืนจะทำให้มองไม่ชัดเจน
แต่ถ้าใช้อุปกรณ์ DATA LINK จะทำให้ หน.หมู่ หรือลูกหมู่จะรู้ตำแหน่งของ
บ.ทุกลำในหมู่ตลอดเวลา จะทำให้เกิด SITUATION AWARENESS และไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องอุบัติเหตุ
สำหรับ บ.ลำเลียง ที่กองทัพอากาศมีใช้อยู่ก็เช่นเดียวกัน เช่น บ. C -130
ก็อาจจะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมให้มี MULTI FUNCTION COLOR DISPLAY ต่าง ๆ
ใหม่ เพื่อให้สามารถใช้งานต่อไปได้ ขณะนี้ บ.ที่จะบิน เดินทางไปยังต่างประเทศจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่เป็นที่ยอมรับของ
FAA หรือ ICAO ซึ่งเป็นองค์การ ที่ทำหน้าที่ควบคุมเรื่องการบิน หากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวนี้
ฝ่ายส่งแผนการบินจะไม่อนุญาตให้บินไปยังประเทศนั้น ๆ เพราะขาดอุปกรณ์หลัก
และเพื่อความปลอดภัยของสายการบินอื่น ๆ ด้วย ฉะนั้นตั้งแต่ ปี ๔๗ เป็นต้นไป
ทุกสายการบินจะต้องมีอุปกรณ์หลัก ๆ ที่กำหนด เช่น วิทยุและต้องมีเคลื่อนจุดทศนิยม
๓ หรือ ๔ ตำแหน่ง เพื่อให้สามารถพูดติดต่อกันได้ ตลอดจนอุปกรณ์แจ้งเตือนเพื่อป้องกัน
บ.เชี่ยวชนกัน หากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวนี้จะไม่ให้บินเข้าไป จะบินได้แต่เฉพาะภายในประเทศ
หรือประเทศเพื่อบ้าน เท่านั้น
ระบบ UAV กองทัพอากาศมีแผนที่จัดตั้งหน่วยในยุคใหม่ขึ้น
ซึ่งได้รับอนุมัติจาก นรม. ให้กองทัพอากาศเป็นเจ้าภาพในเรื่อง UAV ของไทย
ในระยะแรกจะให้จัดหาไว้จำนวนหนึ่ง โดยประสาน กับ ทบ., ทร. และ ตร.ว่าในอนาคตหน่วยใดที่มีความต้องการ
แต่ UAV ก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน เช่น หากต้องมาทำการบินใน AIR SPACE ที่เกี่ยวข้องกับ
บ.ธรรมดาจะอันตรามากเพราะจะไม่มีคนคอยสังเกตดูอยู่ตลอด สำหรับในสหรัฐ ฯ จะมีวิทยุสามารถพูดกับหอบังคับการบินในพื้นที่ได้ในขณะบิน
มิฉะนั้นจะห้าม ขึ้นบิน
ส่วนสนับสนุนเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง เรามี
ศกบ.บนอ.สามารถควบคุมการส่งกำลังใน ระบบต่าง ๆ ของกองทัพอากาศไปยังคลังใหญ่
และกองบินต่าง ๆ ชิ้นส่วนอะไหล่สามารถตรวจสอบได้ โดย ตรวจสอบที่ ชอ.บนอ.
และ ศกบ.บนอ.จะสนับสนุนให้กองบินต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีของดิจิตอลก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของการสนับสนุนเช่นเดียวกัน
การเตรียมกำลังพลเพื่อรองรับภารกิจนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก
ๆ ฝ่าย ในการ ที่จะนำไปสู่จุดนี้ได้ สิ่งแรกเราจะต้องคำนึงถึงคือแหล่งผลิตกำลังพลหลักของกองทัพอากาศ
เช่น รร.นอ.ฯ และ รร.จอ.ฯ หลักสูตรทั้ง ๒ แห่งนี้ จะเอื้ออำนวยกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
คาดว่าถ้าหากโครงการได้รับอนุมัติภายใน ๒ ปี จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรทั้ง
๒ แห่งใหม่ ปัจจุบันทิศทางยังไม่ชัดเจน ในอนาคตเมื่อเรากำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว
KEY TECHNOLOGY ต่าง ๆ ก็จะเอื้ออำนวยในการเปลี่ยนจาก ANALOG AIR FORCE มาเป็น
DIGITAL AIR FORCE จะชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากการศึกษาแล้ว การฝึก ก็เช่นเดียวกันโดยเราจะเริ่มใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการสอนการฝึกให้มาก
และกว้างขวาง ขณะนี้เริ่ม ใช้ที่ รร.การบิน ฯ ต่อไปก็จะเริ่มเป็นเครือข่าย
หากท่านต้องการจะเรียนรู้สิ่งใดก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ ได้ โดยไม่ต้องไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตรนั้น
ๆ เช่น ต้องการจะเรียนรู้เรื่องงานสารบรรณก็สามารถเข้าไปดูได้ เป็นต้น เราจะต้องทำให้บุคลากรของกองทัพอากาศมุ่งสู่ความเป็น
KNOWLEDGE-BASED คือ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในอดีตการเรียนรู้จะต้องรอให้เปิดหลักสูตรก่อนจึงจะเรียนได้
และในบางหลักสูตร ต้องรอเวลาเป็นปีก็จะทำให้เก่าลืมใหม่ก็ไม่ได้ ในอนาคตจะมีห้องที่เป็น
COMPUTER BASE TRAINER (CBT) โดยจะมีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต และรวบรวมข้อมูล
ซึ่งในปัจจุบันประเทศสหรัฐ ฯ มีใช้อยู่ทั่วไป
อุปกรณ์ช่วยการฝึก COPIT PROCEDURE TRAINER
(CPT) มีใช้อยู่ที่ บน.๑ ฯ และ บน.๖ ฯ จะช่วยให้ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการบิน
LINK โดยตรงกับ บ.ได้
เครื่องฝึกบิน (SIMULATOR) บ.F-16 SIMULATOR
เดิมยังเป็น ANALOG ค่อนข้างจะ ล้าสมัย ในการแสดงภาพต่าง ๆ จะไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
ซึ่งจะต้อง UPGRADE ขึ้นไปเพื่อให้สามารถรองรับกับขีดความสามารถของ บ.F-16
ที่จะยกระดับขึ้น รวมทั้ง บ.ฝูงใหม่ ถ้าหากจัดซื้อได้จะมี SIMULATOR มากับ
บ.ด้วย ในการฝึกบิน นบ.ของกองทัพอากาศจะต้องไป UPGRADE สนามใช้อาวุธทางยุทธวิธี
ซึ่งมีระบบ ACMI ที่จะช่วยให้การฝึกรบในอากาศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็จะต้อง
UPGRADE เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน DIGITAL TECHNOLOGY เข้ามามีบทบาทอย่างมาก
ไม่ต้องมี LAND BASE สามารถติด POD แล้วไปฝึกในพื้นที่ไหนก็ได้ และไม่ต้องมีสถานีรับ-ส่งสัญญาณภาคพื้น
โดยมีรถ MOBILE ไปรับสัญญาณถ้าต้องการ REAL TIME กลับลงมา ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถที่จะ
INTEGRATE ภาพเข้ากับ SIMULATOR ได้อีกด้วย นบ.ที่บินอยู่ภาคพื้นก็สามารถรบกับ
บ.ที่อยู่บนอากาศได้เลย โดยใช้ DIGITAL ECHNOLOGY เพระมีการส่งข้อมูลเป็นจำนวนมาก
ทั้งหมดที่ได้เรียนให้ทราบนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อจะต้องการให้เกิด
KNOWLEDGE-BASED AIR FORCE คือกองทัพอากาศจะต้องมีบุคลากรและวิธีการทำงานที่เฉลียวฉลาด
เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ผมได้เรียนให้ทราบมาตั้งแต่ต้นนั้น
สิ่งแรกที่อย่าจะเน้นย้ำก็คือหน้าที่และความ รับผิดชอบของกองทัพอากาศที่จะต้องเตรียมความพร้อม
และติดตามเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้ทันสมัยอยู่ ตลอดเวลา มิฉะนั้นจะตามไม่ทัน อย่างน้อยที่สุดเราจะต้องเตรียมกำลังพลขั้นต่ำสุดไว้
เพื่อเผชิญกับ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทหารโดยตรง และจะกลายสภาพเป็น
DIGITAL AIR FORCE ในปี ค.ศ.๒๐๑๔ หรืออีก ๑๐ ปีข้างหน้า โดยจะบูรณาการทั้งระบบ
เช่น เครื่องบิน, ระบบอาวุธ, หน่วยต่อสู้ อากาศยาน และหน่วยภาคพื้น เป็นต้น
ให้เป็นในลักษณะ DIGITAL AIR FORCE ทั้งหมด อย่างที่ประเทศ มหาอำนาจมีใช้อยู่
จะมี NETWORK เป็นศูนย์กลางสามารถติดต่อพูดคุยได้ทั้ง ๓ เหล่าทัพ รวมทั้งชาติ
พันธมิตรที่มาร่วมรบก็สามารถติดต่อกันได้ ซึ่งเป็นความหวังของนานาประเทศ
สรุปตามที่ผมได้นำเสนอมาตั้งแต่ต้นนั้น สุดท้ายคือขนาดของกองทัพต้องเล็กลง
ในส่วน ของกองทัพอากาศ ได้ตั้งเป้าไว้ในปี ๒๕๕๗ อากาศยานของกองทัพอากาศจะไม่เกิน
๓๐๐ เครื่อง กำลังพล ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ คน ในปัจจุบันมี ๔๗,๐๐๐ คน ในอนาคตจะให้เหลือ
๑๐๐ คน/อากาศยาน ๑ เครื่อง กำลังพลส่วนหนึ่งจะแปลสภาพไปอยู่ในภาคเอกชน ในขณะเดียวกันก็จะแปลสภาพลูกจ้าง
คนงาน ไปเป็น พนักงานราชการ โดยจะจ้าง ๔ ปี ทำสัญญาจ้างใหม่ ผลงานไม่ดีก็เลิกจ้าง
จะทำให้การบริหารกำลังพล เป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น การลดกำลังพลของกองทัพจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อต้องการให้กองทัพอากาศเล็กลง แต่ทรงซึ่งประสิทธิภาพ
โดยมุ่งสู่ความเป็น SMALLER AND SMATER AIR FORCE เล็กแต่เฉลียวฉลาด และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
นี้คือเป้าหมายสุดท้ายของ กองทัพอากาศ เพื่อที่จะรองรับ KNOWLEDGE - BASED
AIR FORCE ต่อไปในอนาคต
--------------------------------

Download ไฟล์นี้ในรูปแบบ PDF (138KB)
พ.อ.อ.คำนวณ กัลปารี ถอดเทป
น.อ.ชานนท์ มุ่งธัญญา่ ตรวจ
|