ระบบอาวุธทางอากาศสมัยใหม่

อากาศสู่อากาศ
อากาศสู่พื้น

ระบบอาวุธอากาศสู่อากาศ

1. WITHIN VISUAL RANGE เช่น AIM-9X, ASRAAM, PYTHON-4

AIM-9X เป็นจรวดอากาศสู่อากาศทุกทิศทางความเร็วเหนือเสียง ซึ่งเข้าหาะเป้าด้วยหัวตรวจจับความร้อน (Infared Seeking) ติดตั้งได้กับ บ.ขับไล่ หัวรบ จรวดเป็นดินระเบิดแรงสูง AIM-9X สามารถตอบโต้ การต่อต้านการใช้อาวุธจากการสร้างเป้าลวงได้ โดยจะแยกแยะเป้าหมาย ที่ต้องการออกจากสิ่งแวดล้อม ตัวจรวดจะถูกควบคุมโดยตรงจาก หมวกบินติดศูนย์เล็งของนักบิน ท่อนท้ายของจรวดสามารถปรับทิศทาง ของแรงขับได้ ทำให้มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนทิศทางของจรวด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ASRAAM (Advanced Short Range Air to Air Missiles) เป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่พัฒนาให้ดีกว่า AIM-9L (USAF) หรือ AIM-9M (US NAVY) ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 (The Fourth Generation) สภาวะของสงครามสมัยใหม่ มีกฎเกณฑ์การสู้รบที่เข้มข้นขึ้น ต้องทำลายข้าศึกให้ได้เร็วที่สุด จึงมีการนำเอาเทคโนโลยี Imaging IR มาใช้ นับเป็นขีปนาวุธ All Aspect ความเร็วสูง แม่นยำ ยิงได้ไกล พัฒนา R-SEP (Max Seperation) เพื่อ จุดมุ่งหมาย "SHOOT FIRST KILL EARLY" ต่อต้านการลวงด้วยอินฟาเรด (IRCCM) สะท้อนสัญญาณต่ำ อังกฤษพัฒนาเพื่อใช้กับเครื่อง TONADO, F-3, HARRIER, GR-7 หาเป้าด้วยภาพ จึงไม่อาจต่อต้านด้วย Chaff หรือ Flare ได้ จึงเป็นการเพิ่มความอยู่รอดให้กับเครื่องบินขับไล่ ผลการทดสอบล่าสุด ปรากฏว่า ENVELOP เกือบเท่า AMRAAM

 

PYTHON-4 เป็นจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ ที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยมีพื้นที่บังคับ 18 ชิ้น ทำให้มีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งและท่าทาง ในการติดตามเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีรัศมีปฏิบัติการมากกว่า 40 กม. นำวิถีด้วย Infared ซึ่งมีขนาดของการตรวจจับที่มีมุมกว้างขึ้น ทำให้ระบบ Sensor ของ PYTHON-4 สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ตั้งแต่ 100 กม. อีกทั้งสามารถแยกแยะเป้าหมายออกจากสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างสภาพลวงด้วย Chaff และ Flare ได้

 

 

2. BEYOND VISUAL RANGE (BVR) เช่น AMRAAM, FMRAAM, METEOR

AIM-120 AMRAAM (Advanced Middle Range Air to Air Missiles) เป็นจรวดอากาศสู่อากาศ นำวิถีพิสัยกลาง นำวิถีด้วยเรดาร์ ปฏิบัติการได้ทุกกาลอากาศ สามารถติดตั้งกับ บ.ขับไล่ และสามารถโจมตีเป้าหมายที่บินในระยะต่ำได้อย่างดี โดยสามารถแยกแยะเป้ัาหมายออกจากสิ่งแวดล้อมได้ นักบินสามารถควบคุม AMRAAM ได้หลายนัดในการโจมตีเป้าหมายในเวลาเดียวกัน มีความเร็วประมาณ 4 มัค และมีรัศมีปฏิบัติการมากกว่า 20 ไมล์ สามารถตอบโต้การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ในขณะเข้าหาเป้าหมายได้ ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบเชื้้อเพลิงแข็ง นำวิถีด้วยเรดาร์ (Active Radar) หัวรบเป็นดินระเบิดแรงสูงขนาด 84 ปอนด์ จรวดมีความยาว 84 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้ว มีน้ำหนักรวม 335 ปอนด์

 

FMRAAM - Future Medium Range Air to Air Missile พัฒนามาจาก AMRAAM ตามความต้องการของกระทรวงกลาโหมอังกฤษ FULL BVRAAM CAPABILITY คาดว่าได้ใช้ในปี 2007

 

METEOR จากความต้องการในปี 1990 ปรากฏภัยคุกคามจากเครื่องบินรบรุ่นใหม่ SU-27 FLANKER ที่ติดจรวด AA-12 Active Radar Guide ค่ายุโรปหวังจะครองความได้เปรียบทางอากาศ 90 : 40 ความร่วมมือของ CASA, SAAB, ALNIA, MATRA, BAE เป็น "Industrial Team" ในปี 1996 เสนอขีปนาวุธอากาศสู่อากาศรุ่นใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพ ยิงได้รวดเร็ว และไกล พื้นที่ข้าศึกไม่มีทางรอด "No Escape Zone" กว้าง เป็นโครงการลดความเสี่ยง มีคุณสมบัติ คล่องตัว หนักหน่วง รวดเร็ว จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายได้เอง ใช้เครื่องยนต์ Ramjet Two-way Data Link ให้ Situation Awareness ที่ดีแก่นักบิน

 

ระบบอาวุธอากาศสู่พื้น เช่น JDAM, JSOW, JASSM, ALCM

GBU-31/32 JDAM - Joint Direct Attack Munition เป็นระเบิดนำวิถีอากาศสู่พื้่น เป็นโครงการร่วมมือของ ทอ./ทร.สหรัฐฯ นำวิถีด้วย INS/GPS ติดตั้งได้ทั้งกับ บ.ขับไล่ และ บ.ทิ้งระเบิด ใช้หัวรบระเบิดแรงสูง มีความแม่นยำสูง ประจำการเมื่อปีั 1997 มีโครงการจัดหาไว้ใน ทอ.สหรัฐฯ 62,000 ลูก และ ทร.สหรัฐฯ 28,000 ลูก สร้างโดยบริษัท Boeing มีขนาดตั้งแต่ 10 ฟุต ถึง 13 ฟุต โดยมีค่าความแม่นยำ CEP 13 เมตร เมื่อนำวิถีด้วย GPS และ CEP 30 เมตร เมื่อนำวิถีด้วย INS สามารถติดตั้งได้กับ B-2, B-1, B-52, F-15E, F-16, F-22, F-117A, F/A-18 และ AV-8B มี 2 ขนาด คือ GBU-31 ขนาด 2,000 ปอนด์ และ GBU-32 ขนาด 1,000 ปอนด์ฺ

 

AGM-154 JSOW - Joint Standoff Weapon เป็นจรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น เป็นอาวุธที่ใช้ในการปฏิบัติการร่วมระหว่าง ทอ.กับ ทร.สหรัฐฯ เพื่อทำลายเป้าหมายที่มีการต้านทานสูง ประจำการเมื่อ 1998 สำหรับ ทร. และปี 2000 สำหรับ ทอ.สหรัฐฯ นำวิถีด้วย INS และ GPS ในช่วงแรกและช่วงเดินทางในขั้นสุดท้ายจะถูกควบคุมโดยตรงจากห้องนักบิน ด้วยระบบ Data Link มีขนาด ยาว 13 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนัก 1,065 - 1,500 ปอนด์ ปฏิบัติการที่ระยะต่ำได้ไกล 17 ไมล์ ที่ระยะสูงได้ไกลถึง 46 ไมล์ ติดตั้งระเบิดขนาดเล็กที่มีอำนาจทำลายสูง ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ทำลายรถหุ้มเกราะได้ และยังสามารถติดหัวรบขนาด 500 - 800 ปอนด์ ได้อีกด้วย สามารถติดตั้งได้กับ B-2, B-1, B-52, F-15E, F-16, F-117A, F/A-18 และ AV-8B

 

AGM-158 JASSM - Joint Air to Surface Standoff Missile เป็นอาวุธนำวิถีอากาศสู่พื้น ขนาด 1,000 ปอนด์ เป็นระเบิดยุคใหม่ในการโยมตีเป้าหมายที่มีการต้านทานหนาแน่น มีความแม่นยำสูง ปล่อยได้จากระยะำไกล คาดว่าจะประจำการหลังปี 2001 ผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin สามารถติดตั้งได้กับ บ. B-1B, B-2, B-52H, F-15E, F-16C/D, F/A-18E/F, F-117, P-3C

 

 

AGM-86 ALCM - Air Launched Cruise Missile เป็นจรวดร่อนความเร็วต่ำกว่าเสียงปล่อยจาก B-52 สามารถติดตั้งหัวรบทั้งแบบธรรมดาและนิวเคลียร์ ใช้โจมตีระบบ Air Defense ของข้าศึกได้ โจมตีเป้าหมายที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ รุ่นแรกออกใช้งานเมื่อปี 1982 ผลิตโดยบริษัท Boeing ใช้เครื่องยนต์ เทอร์โบแฟน มีแรงขับ 600 ปอนด์ นำวิถีด้วยระบบ GPS ซึ่งมีการ Update Position กับดาวเทียมตลอดเวลา ติดตั้งหัวรบ นิวเคลียร์ ดินระเบิดธรรมดา - แรงสูง น้ำหนัก 3,200 ปอนด์ ความเร็ว 0.6 มัค มีรัศมีปฏิบัติการ 1,555 ไมล์ บินเดินทางต่ำได้ ให้สัญญาณสะท้อนเรดาร์น้อย บินได้นาน 5 ชม. สามารถบินชนหรือยกตัวขึ้นแล้วดำลงชนเป้าหมายได้

 

AGM-126 ACM - Advanced Cruise Missile มีลักษณะเป็น Stealth รัศมีปฏิบัติการไกล สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ สามารถหลบหลีกระบบป้องกันทางอากาศของข้าศึกได้ ใช้โจมตีเป้าหมายที่สำคัญ/ยุทธศาสตร์ เริ่มออกใช้งานเมื่อปี 1990 ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน นำร่องด้วย GPS และดาวเทียม น้ำหนัก 3,709 ปอนด์ มีรัศมีปฏิบัติการ 1,865 ไมล์

Contact Us | Site Index | Guest Book

ติดต่อผู้ดูแลเว็บ: webadmin@do.rtaf.mi.th

ศูนย์สารสนเทศ กรมยุทธการทหารอากาศ โทร. 0 - 2534 - 1409