อ่านแล้ว 4284 ครั้ง

แรกมีการบินในสยาม เรื่องนี้มีปัญหา!
โดย: น.อ.ศักดิ์พินิต พร้อมเทพ [ 30 มีนาคม 2548 ]

           สืบเนื่องจากบทความเรื่อง “ประวัติ ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ผู้จุดประกายการบินในประเทศไทย” ซึ่งได้ลงพิมพ์เผยแพร่ในข่าวทหารอากาศ ฉบับประจำเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในหมู่ทหารอากาศ และบรรดาผู้สนใจด้านประวัติการบินในประเทศไทย ว่าเหตุใดบทความดังกล่าวจึงมีรายละเอียดคลาดเคลื่อนไปจากเอกสารประวัติศาสตร์ของกองทัพอากาศ ที่เราเคยได้ทราบและเชื่อถือกันต่อๆ มาเป็นเวลานาน

            กองทัพอากาศได้รวบรวมและจัดทำเอกสารประวัติกองทัพอากาศขึ้นหลายฉบับ อาทิ ประวัติกองทัพอากาศ ๒๔๕๖-๒๕๒๖ และหนังสือที่ระลึกครบรอบปีต่างๆ ของกองทัพอากาศ เป็นต้น ซึ่งทุกฉบับจะกล่าวถึงการบินครั้งแรกในประเทศไทย หรือประเทศสยามในยุคนั้นไว้ในทำนองเดียวกัน ดังนี้

 

            “...นายแวน เดน บอร์น นักบินชาวเบลเยียม นำเครื่องบินแบบออร์วิลไรท์ บินจากไซ่ง่อนมาลงที่สนามม้าสระปทุม เพื่อแสดงการบิน ให้ชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ หลังจากนั้นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสด็จไปดูกิจการทหารในยุโรป เมื่อกลับมาแล้วจึงคัดเลือกนายทหาร ๓ คน ไปรับการฝึกบินที่ประเทศฝรั่งเศส ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๒๑๑/๒๑๗๑๕ ลง ๑๘ มกราคม ๒๔๕๔ นายทหารทั้ง ๓ คน ออกเดินทางเมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ และไปถึงฝรั่งเศสในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๕๔...”

           

            ถ้าพิจารณาเนื้อความในย่อหน้าข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าการลำดับเหตุการณ์ยังไม่สอดคล้องกับเวลา กล่าวคือถ้าเสนาบดีกระทรวงกลาโหมเสด็จไปดูกิจการทหารในทวีปยุโรป และกลับมาคัดเลือกนายทหารไปรับการฝึกบินที่ฝรั่งเศส ภายหลังจากที่นายแวน เดน บอร์น มาแสดงการบินในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ แล้วเหตุใดคำสั่งกระทรวงกลาโหมจึงลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๕๔ ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าการแสดงการบินของแวน เดน บอร์น

นอกจากนั้นห้วงระยะเวลาระหว่างการแสดงการบินของแวน เดน บอร์น จนถึงวันที่บุพการีกองทัพอากาศทั้ง ๓ ท่านออกเดินทางไปรับการฝึกบินนั้นห่างกันเพียง ๒๖ วัน (๒-๒๘ กุมภาพันธ์) ซึ่งระยะเวลาเพียงเท่านี้คงไม่เพียงพอสำหรับเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ที่จะเสด็จไปดูกิจการทหารในทวีปยุโรป และกลับมาคัดเลือกนายทหารไปรับการฝึกบิน อย่าลืมว่าการเดินทางไปยุโรปในสมัยนั้นต้องไปทางเรือ ซึ่งใช้เวลาถึงเกือบ ๑ เดือน มิใช่รวดเร็วเหมือนทางอากาศเช่นในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการเดินทางของบุพการีกองทัพอากาศ ที่ออกเดินทางตั้งแต่ ๒๘ กุมภาพันธ์ และไปถึงฝรั่งเศสเมื่อ ๒๑ มีนาคม

จากประเด็นเล็กๆ ในเรื่องความสอดคล้องของลำดับเหตุการณ์ตรงนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่านายแวน เดน บอร์น นำเครื่องบินของเขามาแสดงการบินเมื่อใดกันแน่ และหลังจากเกิดความสงสัยในเรื่องหนึ่งแล้วจึงทำให้ไม่แน่ใจในข้อมูลเรื่องอื่นๆ ด้วย จึงได้เพิ่มประเด็นข้อสงสัยขึ้นอีกบางประการ และพยายามค้นคว้าหาคำตอบ

วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือต้องการนำเสนอข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับประวัติการบินในประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับข้อมูลที่กองทัพอากาศได้จัดทำไว้เดิม โดยจะนำเสนอใน ๔ ประเด็นคือ นายแวน เดน บอร์น เป็นใคร วันที่เขาแสดงการบินเป็นวันเดือนปีใด เครื่องบินที่นำมาแสดงเป็นแบบอะไร และเขาเดินทางมาอย่างไร

นับว่าเป็นโชคดีที่พิพิธภัณฑ์การบินของประเทศเบลเยี่ยม ได้เก็บรวบรวมประวัติของแวน เดน บอร์น เอาไว้มากพอสมควร และสมาคมประวัติศาสตร์การบินของฮ่องกงได้นำมาเผยแพร่ เนื่องจากเขาเป็นผู้มีส่วนริเริ่มการบินในฮ่องกง โดยได้นำเครื่องบินไปแสดงที่นั่น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการแสดงการบินที่กรุงเทพฯ แล้ว

จากข่าวทหารอากาศ ฉบับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คงจะตอบคำถามแรกได้แล้วว่าเขาเป็นใคร เราได้ทราบแล้วว่าชื่อของเขาคือ แวน เดน บอร์น หรือ ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น (Charles van den Born) ผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาฝรั่งเศสคงจะเรียกชื่อเขาได้ถูกต้องกว่าผู้เขียน เขาเป็นลูกครึ่งเบลเยียม-ฝรั่งเศส เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๗ (ค.ศ.๑๘๗๔) เริ่มฝึกบินเมื่ออายุ ๓๕ ปี ที่โรงเรียนการบินของอังรี ฟาร์มัง (Henry Farman) ได้รับใบอนุญาตการบินของฝรั่งเศสและเบลเยียม เขาได้รับรางวัลจากการแข่งขันด้านการบินหลายครั้ง

ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓ (๑๙๑๐) เขาออกเดินทางมาตะวันออกไกล เพื่อแสดงการบิน และโฆษณาขายเครื่องบินของอังรี ฟาร์มัง โดยได้เริ่มแสดงการบินที่ไซ่ง่อน เมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๕๓ (๑๙๑๐) ซึ่งนับเป็นการบินครั้งแรกในเอเซีย

ต่อจากนั้นเขาเดินทางต่อมายังกรุงเทพฯ แสดงการบินที่สนามม้าสระปทุม (ราชกรีฑาสโมสร) ในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ (๑๙๑๑) และเนื่องจากได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากคนไทย เขาจึงขอแสดงการบินเพิ่มเติมอีก ๑ วัน ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ (๑๙๑๑) ก่อนเดินทางต่อไปยังฮ่องกง

๑๘ มีนาคม ๒๔๕๓ (๑๙๑๑) เริ่มแสดงการบินที่ฮ่องกง เขาบินแสดงอยู่ที่นี่เป็นเวลาเกือบ ๑ เดือน จากนั้นจึงเดินทางไปประเทศจีน และแสดงการบินที่เมืองกวางตุ้ง เมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๔๕๔ (๑๙๑๑) แต่โชคไม่ดีหลังจากการแสดงแล้วเกิดการจลาจลขึ้นในเมือง เขาต้องเผาทำลายเครื่องบิน แล้วรีบลงเรือหนีกลับฮ่องกง เป็นอันว่าการแสดงการบินในตะวันออกไกลของฟัน เดน บอร์น ต้องสิ้นสุดลงที่เมืองกวางตุ้งนี่เอง สำหรับประวัติโดยละเอียดของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ขอให้ผู้ที่สนใจย้อนกลับไปอ่านจากข่าวทหารอากาศ ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ เพื่อจะได้ไม่เป็นการฉายหนังซำในฉบับนี้

ประเด็นต่อมาในเรื่องของวันเดือนปีที่แสดงการบิน จะสังเกตเห็นว่าใน ๒ – ๓ ย่อหน้าที่ผ่านมา เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงปีพุทธศักราช จะวงเล็บปีคริสตศักราชกำกับไว้ด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงการเทียบปี พ.ศ.กับ ค.ศ.ในยุคนั้น ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าจะเปลี่ยน ค.ศ.เป็น พ.ศ. ให้นำ ค.ศ.ไปบวกด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ พ.ศ.ตามต้องการ หรือในทางกลับกันถ้านำ พ.ศ.ไปลบด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ ค.ศ. เช่นปีนี้ พ.ศ.๒๕๔๕ เมื่อลบด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ ค.ศ.๒๐๐๒ นั่นเอง

แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งเรามักจะลืมก็คือในยุคนั้น ประเทศไทยนับวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๓ จึงเริ่มนับวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นใน พ.ศ.๒๔๘๓ ประเทศไทยจึงมีเพียง ๙ เดือน คือตั้งแต่เมษายน ถึงธันวาคม ๒๔๘๓ พอเริ่มเดือนมกราคมก็กลายเป็น พ.ศ.๒๔๘๔ ไปตามหลักสากล ณ จุดนี้เราจะสังเกตได้ว่าในประวัติศาสตร์ไทยจะไม่มีเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ๒๔๘๓ เนื่องจากได้กลายเป็น พ.ศ.๒๔๘๔ ไปเสียแล้ว

ดังนั้น ตามที่ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น บันทึกไว้ว่าเขาแสดงการบินที่กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๑๑ นั้น เมื่อเรานำ ค.ศ.มาบวกด้วย ๕๔๓ ตามสูตร จะตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๔ แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อน ๑ เมษายน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ในอดีต ปี พ.ศ.จึงยังคงเป็น ๒๔๕๓ อยู่ มิใช่ ๒๔๕๔ ดังที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน สำหรับวันที่ที่แสดงการบิน มีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทยที่วางจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวคือ Bangkok Times Weekly Mail ได้ลงยืนยันไว้ว่าเป็นวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๑๑ ตรงกับบันทึกของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ส่วนวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทอดพระเนตรการแสดงการบินโดยมิได้มีหมายกำหนดการมาก่อน ไม่ใช่วันแสดงการบินวันแรกตามที่กองทัพอากาศบันทึกไว้

ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ยังได้บันทึกไว้อีกว่า เขานำเครื่องบินของเขาขึ้นบินทดสอบก่อนหน้าการแสดงการบินจริง ๑ วัน ดังนั้นผู้เขียนจึงขอสรุปว่าการบินครั้งแรกในประเทศไทย หรือประเทศสยามในขณะนั้น เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๕๓ และอย่างเป็นทางการในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๕๓ จากนั้นก็มีการแสดงการบินทุกวันจนถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ และแสดงเพิ่มเติมอีก ๑ วัน ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓

เมื่อถึงตรงนี้ ผู้เขียนขออนุญาตออกนอกเรื่องสักเล็กน้อย เนื่องจากได้ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกองทัพอากาศ (http://www.rtaf.mi.th) มาเมื่อเร็วๆ นี้ ในนั้นให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษว่ากองบินทหารบกได้รับการสถาปนาขึ้นใน ค.ศ.๑๙๑๔ แต่ที่จริงแล้วกองบินทหารบกเกิดขึ้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๗ ซึ่งตรงกับ ค.ศ.๑๙๑๕ มิใช่ ๑๙๑๔ ทั้งนี้ด้วยความสับสนในเรื่องวันขึ้นปีใหม่และการนับปีในอดีตนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีนิตยสารด้านการบินของประเทศเนเธอร์แลนด์ ชื่อ Scramble และเว็บไซต์ของอังกฤษ ได้คัดลอกข้อมูลนี้ไปนำเสนอไว้ใน http://www.scramble.nl/th.htm และ http://www.netcomuk.co.uk/~dpohara/frthaf.htm ตามลำดับ ซึ่งทำให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับประวัติการบินของไทยได้รับการเผยแพร่ออกไปมากยิ่งขึ้น

ผู้เขียนเคยได้รับคำถามอยู่เสมอว่าขณะนี้กองทัพอากาศมีอายุเท่าใดกันแน่ระหว่าง ๘๗ หรือ ๘๘ ปี คำตอบคือถ้านับจากวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ แล้ว กองทัพอากาศจะมีอายุ ๘๗ ปีเมื่อนับถึง พ.ศ.๒๕๔๕ กล่าวคือเราจะต้องนับข้ามเดือนมีนาคม ๒๔๘๓ ไปหนึ่งปี ตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วว่าไม่มีเดือนนี้ในประวัติศาสตร์ไทย ถ้าเราลองคำนวณโดยนำปี ค.ศ.๒๐๐๒ ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน มาลบด้วยปีสถาปนากองบินทหารบก คือ ค.ศ.๑๙๑๕ (ขอย้ำ ๑๙๑๕) ก็จะได้ ๘๗ ปีเช่นเดียวกัน แต่สำหรับคนยุคใหม่ที่เชื่อว่ากองทัพอากาศถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ๙ เมษายน ๒๔๘๐ ก็ให้นำ ๒๔๘๐ มาลบออกจาก ๒๕๔๕ ได้เลย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ ๑ เมษายน จะได้คำตอบว่ากองทัพอากาศมีอายุ ๖๕ ปี ส่วนใครจะถือว่ากองทัพอากาศเกิดเมื่อใดก็เป็นความคิดของแต่ละบุคคล และไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ อย่างไรก็ตามในปีหน้า วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๖ อย่าลืมมาร่วมฉลองครบรอบ ๖๖ ปีกองทัพอากาศ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ “อาคาร ๘๐ ปีกองทัพอากาศ” โดยพร้อมเพรียงกันด้วย

กลับมาเข้าเรื่องเดิมต่อในประเด็นของเครื่องบินที่ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น นำมาแสดง ว่าเป็นเครื่องบินแบบใด ผู้เขียนมีโอกาสได้ค้นหนังสืออ้างอิงเกี่ยวกับเครื่องบินที่มีผู้เชื่อถือทั่วโลกคือ Jane’s all the World Aircraft ย้อนหลังไปทุกฉบับจนถึงฉบับประจำปี พ.ศ.๒๔๕๑ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับการบินฉบับอื่นๆ ในยุคกว่า ๘๐ ปีที่แล้วอีกหลายฉบับ แต่ก็ไม่พบว่ามีเครื่องบินแบบออร์วิลไรท์ ปรากฏอยู่ในฉบับใดเลย แม้แต่สองพี่น้องตระกูลไรท์ คือวิลเบอร์ และ ออร์วิล ไรท์ (Wilbur & Orville Wright) ชาวอเมริกัน ผู้สร้างเครื่องบินได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก ก็มิได้ตั้งชื่อเครื่องบินของพวกเขาว่า “ออร์วิลไรท์” แต่ตั้งชื่อว่า “ฟลายเออร์ (Flyer)”

เมื่อพบว่าเครื่องบินแบบออร์วิลไรท์ไม่ปรากฏอยู่ในสารบบเครื่องบินของโลกแล้ว ผู้เขียนจึงตั้งสมมุติฐานว่าชื่อ “ออร์วิลไรท์” อาจจะเป็นชื่อเฉพาะที่ฟัน เดน บอร์น ตั้งให้กับเครื่องบินของเขาก็ได้ แต่คงไม่มีเหตุผลอันใดที่ฟัน เดน บอร์น จะต้องนำชื่อคนอเมริกันมาเป็นชื่อเครื่องบินของเขา และจากการศึกษาประวัติของฟัน เดน บอร์น ก็พบว่าเขาตั้งชื่อเครื่องบินของเขาว่า “แวนด้า (Wanda)” ซึ่งชื่อนี้ก็ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารเสนอขายเครื่องบินให้กับกระทรวงกลาโหม ภายหลังเสร็จสิ้นการแสดงการบิน

จากประวัติของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น อีกเช่นกัน ที่ทำให้เราทราบว่าเครื่องบินที่เขาคุ้นเคยและใช้เป็นประจำคือเครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ (Henry Farman IV) ที่สร้างโดยนายอังรี ฟาร์มัง นักบินและนักสร้างเครื่องบินผู้มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส นอกจากนั้นถ้าพิจารณาจากภาพถ่ายเครื่องบินของฟัน เดน บอร์น ที่สนามม้าสระปทุม (ภาพที่ ๑) ประกอบกับข้อมูลจาก Jane’s all the World Aircraft จะเป็นการยืนยันได้ว่าเครื่องบินของฟัน เดน บอร์น คือเครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ มิใช่แบบฟลายเออร์ หรือที่เราเข้าใจกันว่าเป็นแบบออร์วิลไรท์ (ภาพที่ ๒)

 

ภาพที่ ๑ เครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ ของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ที่สนามม้าสระปทุม
(ภาพถ่ายเฉียงจากด้านหน้าซ้าย)

ภาพที่ ๒ เครื่องบินแบบฟลายเออร์ ของสองพี่น้องตระกูลไรท์
(ภาพถ่ายเฉียงจากด้านหลังขวา)

จากภาพทั้งสองภาพ จะเห็นได้ว่าเครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ และเครื่องบินแบบฟลายเออร์ มีส่วนคล้ายคลึงกันบางประการที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ แต่ก็มีลักษณะหลายประการที่แตกต่างกัน เพียงพอที่จะช่วยให้จำแนกได้ว่าเป็นเครื่องบินแบบใด ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาข้อเหมือนและข้อแตกต่างของเครื่องบินทั้งสองแบบ ได้จากตารางเปรียบเทียบ

 

ลักษณะทั่วไป
เครื่องบินแบบฟลายเออร์ ของสองพี่น้องตระกูลไรท์
เครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ ของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น

รูปร่าง

เป็นแบบ “ว่าวกล่อง (Box Kite)”

เป็นแบบ “ว่าวกล่อง (Box Kite)”

ปีก

๒ ชั้น ปีกแต่ละชั้นเป็นชิ้นเดียวกันตลอด

๒ ชั้น ปีกแต่ละชั้นมี Balance Flap ติดตั้งที่ชายหลังของปลายปีก

แพนหางระดับ

๒ แพน อยู่หน้าปีก

๑ แพน อยู่หน้าปีก และอีก ๒ แพน อยู่หลังปีก

แพนหางดิ่ง

๒ แพน อยู่หลังปีก

๑ แพน อยู่หลังปีก ระหว่างแพนหางระดับชุดหลัง (รุ่นมาตรฐานจะมีแพนหางดิ่งคู่)

ชุดฐาน

สกี วิ่งขึ้นเองไม่ได้ ต้องใช้รางส่ง (Catapult)

ล้อและสกี วิ่งขึ้นได้เอง

เครื่องยนต์

๑ เครื่องยนต์

๑ เครื่องยนต์

ใบพัด

ชนิด ๒ กลีบ ๒ ชุด แบบให้แรงผลัก

ชนิด ๒ กลีบ ๑ ชุด แบบให้แรงผลัก

ตารางเปรียบเทียบลักษณะทั่วไปของเครื่องบินทั้ง ๒ แบบ

ภาพที่ ๓ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ
กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ ประทับนั่งในเครื่องบินของชาร์ล ฟัน เดน บอร์น ที่สนามม้าสระปทุม

 

           ลองดูในภาพที่ ๓ จะเห็นได้ว่าเครื่องบินที่พระบิดาของกองทัพอากาศประทับนั่งอยู่นั้น มีใบพัดขนาดใหญ่อยู่หลังนักบินเพียงชุดเดียว ใช้ฐานแบบล้อร่วมกับสกี และมี Balance Flap ที่ชายหลังของปลายปีก (มุมซ้ายบนของภาพ) ซึ่งมิใช่ลักษณะของเครื่องบินแบบฟลายเออร์ ของสองพี่น้องตระกูลไรท์อย่างแน่นอน

ต่อมาในประเด็นสุดท้ายที่ว่าเขาเดินทางมาอย่างไร อันที่จริงประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจากเอกสารเก่าๆ ระบุไว้ชัดเจนว่าฟัน เดน บอร์น นำเครื่องบินของเขาบรรทุกลงเรือจากไซ่ง่อนมากรุงเทพฯ แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด เอกสารของกองทัพอากาศในยุคหลังๆ กลับกล่าวว่าเขาบินจากไซ่ง่อนมาร่อนลงที่สนามม้าสระปทุม อันเป็นการขัดแย้งกับข้อมูลเดิม และทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้น

             เครื่องบินในยุคกว่า ๘๐ ปีที่ผ่านมามีสมรรถนะไม่สูงนัก และคงไม่สามารถบินจากไซ่ง่อนมาถึงกรุงเทพฯ คิดเป็นระยะทางกว่า ๗๐๐ กิโลเมตรได้ หรือถ้าจะบินมาจริง ก็คงต้องแวะพักระหว่างทางเป็นระยะๆ ไป แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีเครื่องบินของฟัน เดน บอร์น ร่อนลงพักที่เมืองใดในระหว่างเส้นทางไซ่ง่อน-กรุงเทพฯ เลย ข้อพิจารณาอีกประการหนึ่งคือการหนีออกจากกวางตุ้งกลับไปฮ่องกง ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง ๒๐๐ กิโลเมตร ซึ่งถ้าเครื่องบินของฟัน เดน บอร์น สามารถบินจากไซ่ง่อนมาถึงกรุงเทพฯ ได้จริง ทำไมเขาจึงไม่ขับเครื่องบินของเขาจากกวางตุ้งกลับฮ่องกง แต่กลับต้องเผาทำลายเครื่องบินอันมีราคาสูง แล้วลงเรือกลไฟหนีออกมา จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คงพอที่จะยืนยันได้ว่า ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น พร้อมเครื่องบินของเขา เดินทางจากไซ่ง่อนมากรุงเทพฯ โดยทางเรือ

เมื่อได้พิจารณาใน ๔ ประเด็นคือ นายแวน เดน บอร์น เป็นใคร วันที่เขาแสดงการบินเป็นวันเดือนปีใด เครื่องบินที่นำมาแสดงเป็นแบบอะไร และเขาเดินทางมาอย่างไร จนได้ข้อสรุปแล้ว ผู้เขียนขอเรียบเรียงเหตุการณ์การบินครั้งแรกในสยามขึ้นใหม่ดังนี้

 

“...นายชาร์ล ฟัน เดน บอร์น นักบินลูกครึ่งเบลเยียม-ฝรั่งเศส นำเครื่องบินแบบอังรี ฟาร์มัง ๔ ชื่อแวนด้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องบินแบบฟลายเออร์ ของสองพี่น้องตระกูลไรท์ บรรทุกลงเรือจากไซ่ง่อนมากรุงเทพฯ เพื่อแสดงการบินที่สนามม้าสระปทุม ให้ชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรก ในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ และขอแสดงเพิ่มเติมอีก ๑ วัน ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ หลังจากนั้นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสด็จไปดูกิจการทหารในยุโรป เมื่อกลับมาแล้วจึงคัดเลือกนายทหาร ๓ คน ไปรับการฝึกบินที่ประเทศฝรั่งเศส ตามคำสั่ง กห.ที่ ๒๑๑/๒๑๗๑๕ ลง ๑๘ มกราคม ๒๔๕๔ นายทหารทั้ง ๓ คน ออกเดินทางเมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ และไปถึงฝรั่งเศสในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๕๔...”

 

            ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องการบินครั้งแรกในสยาม ตามข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้าและรวบรวมมาได้ โดยนำมาเขียนขึ้นใหม่ดังปรากฏอยู่ในย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมที่กองทัพอากาศมีอยู่ซึ่งจะเห็นข้อแตกต่างกันหลายประการ แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่ผู้เขียนได้นำมาชี้แจงแล้วจะเห็นได้ว่า ประวัติการบินครั้งแรกในสยามที่เราเชื่อถือและใช้อ้างอิงกันมาเป็นเวลานานนั้นยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ ทั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าการรวบรวมข้อมูลในยุคนั้นไม่อาจกระทำได้อย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน

            กองทัพอากาศมีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นหน่วยงานหลักด้านการบินของประเทศ บุคคลที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์การบินจึงให้ความเชื่อถือ และมุ่งที่จะศึกษาหาความรู้ด้านนี้จากกองทัพอากาศ ผู้เขียนพบว่ามีผู้นำข้อมูลเรื่องแรกมีการบินในสยาม จากเอกสารของกองทัพอากาศไปใช้โดยมิทราบข้อเท็จจริงอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีผลให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ออกไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงสมควรมีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงข้อมูลเรื่องแรกมีการบินในสยามให้ถูกต้อง เพื่อให้สมกับความเชื่อถือที่ประชาชนมีให้กับกองทัพอากาศต่อไป

-----------------------------

เอกสารอ้างอิง

  • กองทัพอากาศประวัติกองทัพอากาศ ๒๔๕๖-๒๕๒๖ โรงพิมพ์ข่าวทหารอากาศกรุงเทพฯ ๒๕๒๖.
  • พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ แฟ้มการบินครั้งแรกในประเทศไทย
  •   Hong Kong Historical Aircraft Association Flight of the Farman: The First Powered Flight in Hong Kong nd.
  • Woodman, Harry The Spirit of Sha Tin, Aeroplane Monthly September 1998.  pp 24-31.
  • Young, Edward M. Aerial Nationalism: A History of Aviation in Thailand Smithsonian Institution Press: Washington DC, 1995.

ศูนย์สารสนเทศ กรมยุทธการทหารอากาศ โทร. 0-2534-1409 โทรสาร 0-2534-1400
ติดต่อผู้ดูแลเว็บ: webadmin@do.rtaf.mi.th